Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,901 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,294 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,284 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 10 ข้อความ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 38 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การล่วงละเมิดทางเพศ เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เป็นคดีอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง การปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ทำให้ไทยขาดทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาท จึงต้องขอเจรจาเปิดด่านชายแดนอีกครั้ง อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เพิ่มค่าจ้างแรงงานมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา ตามทักษะ 550-650 บาท ต่อวัน อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง พบชาวยิวรวมตัว หนาแน่นที่สนามบินสุราษฎร์ธานี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีรักษา ต่อมลูกหมากอักเสบและอวัยวะเพศอ่อนตัว อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เว็บไซต์เข้าสู่ระบบลงทุนหุ้นของ ก.ล.ต. อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง วีซ่า Thailand Privilege Card ใช้สำหรับอยู่อาศัยในไทยได้หลายสิบปี สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “การล่วงละเมิดทางเพศ เด็กอายุต่ากว่า 13 ปี เป็นคดีอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ถือเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ เนื่องจากกฎหมายมองว่าเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ และการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม ด้านอัตราโทษสำหรับผู้กระทำผิดนั้นรุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต และไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นคนในครอบครัวหรือไม่ ก็ไม่สามารถยกเว้นโทษได้ โดยตำรวจและอัยการต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุดแม้จะมีการชดใช้ค่าเสียหายแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------

วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ภาคเหนือ โดยมีผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ จุดโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และ Single Last Mile วัดทรายมูลเมือง อ.เมือง จ.เชียงใหม่   สำหรับโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และ Single Last Mile ของ NT เป็นหนึ่งในภารกิจดูแลและพัฒนาโครงข่ายสื่อสารและบริการดิจิทัลของ NT ในพื้นที่ภาคเหนือ ในการให้บริการโครงข่ายสื่อสารและการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และสร้างภูมิทัศน์เมืองที่เป็นระเบียบ สวยงาม และปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว  

วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยมีผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร NT ภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ จุดโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และ Single Last Mile วัดทรายมูลเมือง อ.เมือง จ.เชียงใหม่   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ NT ในพื้นที่ต่างๆ โดยในครั้งนี้ตนได้ตรวจติดตามการยกระดับการให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลในหน่วยงานภาครัฐ และประชาชน ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ที่ได้มีการดำเนินโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และ Single Last Mile ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจดูแลและพัฒนาโครงข่ายสื่อสารและบริการดิจิทัลของ NT    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นการยกระดับการให้บริการโครงข่ายสื่อสารและการจัดระเบียบสายสื่อสารของ NT ภาคเหนือ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และสร้างภูมิทัศน์เมืองที่เป็นระเบียบ สวยงาม และปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว บริเวณรอบคูเมือง และชุมชนในพื้นที่คูเมือง จ.เชียงใหม่ จำนวน 8 จุด รองรับความต้องการใช้งานของประชาชนได้จำนวน 7,000 ครัวเรือน    ขณะเดียวกัน NT ภาคเหนือ มีแผนที่ขยายการดำเนินโครงการในพื้นที่หลักของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ถนนนิมมานเหมินท์ และโซนประตูท่าแพ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยทำให้โครงข่ายพื้นฐานด้านดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างครบวงจร ทำให้สะดวก รวดเร็ว ในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบ รวมถึงยกระดับคุณภาพการให้บริการดิจิทัลให้กับประชาชนพื้นที่   “การดำเนินโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน และ Single last Mile ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นต้นแบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถนำไปบูรณาการใช้ได้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อยกระดับการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างความเท่าเทียมด้านการใช้งานดิจิทัลอย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ดีอี กล่าว ---------------------------------------------------------

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือ พร้อมแถลงข่าวการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย กรณี live สด อนาจาร โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) พล.ต.ต. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวพิยะดา สุดกังวาน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี และคณะทำงาน หารือร่วมกับ นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายวัฒนา ทองนาค สถิติจังหวัดตรัง และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงดีอีในพื้นที่ ณ โรงแรมเรือรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เพื่อกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office 4 ภายใต้ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud service: GDCC) ปูพื้นฐานสู่การยกระดับการเป็น "จังหวัดดิจิทัล"    สำหรับการหารือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการบริหารงานและการบริการประชาชนของหน่วยงานราชการภายในจังหวัดตรัง ด้วยระบบ e-Office 4 เพื่อปรับเปลี่ยนระบบงานสารบรรณ การรับส่งหนังสือราชการ การอนุมัติลงนามอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และมุ่งสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) เพิ่มการให้บริการประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจังหวัดตรังได้ดำเนินงานขับเคลื่อนระบบ e-Office ภายใต้การประสานงานของสำนักงานสถิติจังหวัดตรัง และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จังหวัดตรัง มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการอบรมการสร้างข้อมูลโครงสร้างของหน่วยงานให้แก่ส่วนราชการ อำเภอ สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้พร้อมต่อการใช้งานระบบอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,876 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,719 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,718 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 1 ข้อความ โดยเป็น เรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ปภ. สั่งทุกจังหวัดพร้อมรับมือน้ำท่วม เนื่องจากอาจมีพายุไซโคลนก่อตัวบริเวณทะเลอันดามันหรืออ่าวเบงกอล   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ธ.กรุงไทย เปิดจุดบริการพิเศษ ก่อนลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 23-24 พ.ค. 69   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ต่างชาติบนเกาะพะงัน และเกาะสมุย มีวีซ่าอยู่ไทยได้นาน 10 ปี เนื่องจากที่ด่านสะเดา จ.สงขลา มี stamp visa อำนวยความสะดวก   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวอิสราเอล อพยพเข้าไทยปีละ 5 หมื่นคน ยึดปาย พะงัน และนราธิวาส ผ่านนอมินี ยึดที่ดินทำศาสนสถาน   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ทหารไทยตกลงกับทหารกัมพูชา สั่งให้ชาวไทยหยุดทำนาในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อรอการประชุม JBC   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดให้กู้สินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok gsbbapan_2   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. เปิดช่องทางไลน์ในชื่อ การไฟฟ้า ฝ่ายธุรการ   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “ปภ. สั่งทุกจังหวัดพร้อมรับมือน้ำท่วม เนื่องจากอาจมีพายุไซโคลนก่อตัวบริเวณทะเลอันดามันหรืออ่าวเบงกอล” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่ง ปภ. ได้สั่งการทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 หลังติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า อาจมีพายุไซโคลนก่อตัวบริเวณทะเลอันดามันหรืออ่าวเบงกอล ส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง   ทั้งนี้ การแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมล่วงหน้า ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดพายุไซโคลนเข้าไทยโดยตรง แต่ได้มีการกำชับให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ เตรียมแผนเผชิญเหตุ เครื่องจักร อุปกรณ์ จุดอพยพ และระบบแจ้งเตือนประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยสามารถติดตามการแจ้งเตือนผ่านแอป THAI DISASTER ALERT หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่25 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวพิยะดา สุดกังวาน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างหอเรดาร์และติดตั้งเครื่องเรดาร์ตรวจอากาศแบบ S-Band ชนิด Dual Polarization ณ สถานีอุตุนิยมวิทยากระบี่ ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่    สำหรับการลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อติดตามสถานะโครงการและรับฟังรายงานการดำเนินงาน ซึ่งโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์เครื่องเรดาร์ตรวจอากาศแบบ S-Band ชนิด Dual Polarization พร้อมอุปกรณ์เชื่อมโยงและหอเรดาร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจเฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานสภาพอากาศ รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุและภัยพิบัติทางธรรมชาติ   ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าตามลำดับ โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 412,699,000 บาท  และมีกำหนดเปิดใช้งานระบบเรดาร์อย่างเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม 2570    ทั้งนี้ระบบเรดาร์ S-Band ชนิด Dual Polarization มีรัศมีการตรวจวัดระยะไกลมากกว่า 500 กิโลเมตร สามารถตรวจจับและวิเคราะห์กลุ่มฝน พายุหมุนเขตร้อน และแนวโน้มการก่อตัวของภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจและการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ทั้งในภาคการท่องเที่ยว การเกษตร และการคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย กรณี live สด อนาจาร โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) พล.ต.ต. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอีให้ความสำคัญ และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากกรณีที่มีการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมายนั้น มีประชาชนเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าวมากกว่า 1 ล้านคนในระยะกว่า 8 ชั่วโมง และเป็นจำนวนหลายครั้งด้วยกัน โดยกระทรวงดีอี ได้หารือร่วมกับ ETDA สอท. ปอท. และ META ดำเนินมาตรการดังนี้   1.กระทรวงดีอี ETDA ได้รวบรวมหลักฐานการกระทำความผิดและส่งต่อ ให้กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในส่วนของผู้ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ต่อไป   2.การออกหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นในอนาคต โดยเร่งรัดการปรับหลักเกณฑ์การดูแลแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อให้แพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการหารือดังนี้ - ให้แพลตฟอร์มดำเนินการปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในทันที หรือเร็วที่สุด จากเดิมที่ดำเนินการได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มได้รับข้อร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันการสร้างเนื้อหาในโซเชียลมีเดียมีความรวดเร็ว ดังนั้นต้องการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้สามารถติดตามได้ทันท่วงที ยิ่งมีเทคโนโลยี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งต้องดำเนินการอย่างมีความรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น - หากตรวจพบมีการโพสต์เนื้อหาที่กระทำความผิด โดยซึ่งหน้า และแพลตฟอร์มเพิกเฉย หรือไม่เร่งรัดดำเนินการแก้ไข ให้ถือว่า แพลตฟอร์ม อาจเข้าข่ายมีความผิดร่วม และจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมใน ร่าง พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (บัญชีม้า) ให้เป็นการส่วนรวมรับผิดชอบในการทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะแค่ “การสแกม”    3.สำหรับเรื่องดังกล่าวในกรณีของ META เบื้องต้นทาง ETDA ได้ให้ทาง META ชี้แจงและส่งหลักฐานการดำเนินการมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้กระทรวงดีอีจะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ META เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน   4.ประเด็นเรื่องของการกดไลก์ หรือการคอนเมนต์ แสดงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงที่มีการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ในครั้งนี้ยังถือว่าไม่มีความผิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการทำให้เผยแพร่ แต่เมื่อมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ กระทรวงดีอีเตรียมพิจารณาว่าเป็นการมีส่วนร่วมทำให้เกิดการเผยแพร่ด้วย เนื่องจากทำให้ algorithm ของแพลตฟอร์มทำงานและผลักดันให้เป็นเนื้อหาที่ได้รับความนิยม เกิดการสร้างการรับรู้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องขอเตือนประชาชนว่าการกดไลก์ หรือแสดงความคิดเห็นในเนื้อหานั้นๆ ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ในทางอ้อม     “กระทรวงดีอี จะติดตามการดำเนินการในแต่ละส่วนอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการติดตามเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การออกหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อใช้ควบคุมดูแลแพลตฟอร์มในแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งกรณีที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราบเฟกนิวส์ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป” นายไชยชนก กล่าว   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ร่วมส่งมอบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Certificate/CA) ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อใช้สำหรับการลงนามในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Office บนคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ช่วยให้การขับเคลื่อนงานสารบรรณของจังหวัดกระบี่มีความสมบูรณ์แบบและเป็นไปตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ      สำหรับการมอบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (CA) ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นและมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติราชการ โดยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มอบให้เป็นประเภทที่ 3 ซึ่งเป็นลายมือชื่อดิจิทัลที่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (PKI) และใช้ใบรับรองที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง (Certification Authority) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดและมีความน่าเชื่อถือตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์      ทั้งนี้ปัจจุบัน จังหวัดกระบี่ได้บูรณาการระบบ e-Office ภายใต้ GDCC เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานหลักอย่างเข้มแข็ง โดยสำนักงานจังหวัดกระบี่ได้เริ่มใช้งานระบบมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้งานในระบบจำนวน 1,858 บัญชี ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภายในจังหวัดกระบี่ ทั้ง 62 แห่ง ได้ดำเนินการเปิดใช้งานระบบ e-Office ครบถ้วน 100% แล้ว โดยมีผู้ใช้งานรวมอีกกว่า 1,054 บัญชี พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "จังหวัดดิจิทัล"

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการ AWS ThaksaAI และแถลงความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย โดยมีนายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Amazon Web Services และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการโครงการ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) กรุงเทพฯ   สำหรับโครงการ AWS ThaksaAI เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TURAC) และ Amazon Web Services (AWS) ประกาศเดินหน้าสู่ระยะต่อไปของการขยายผลทั่วประเทศ พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการศึกษาพันธมิตร เพื่อส่งเสริมทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ (Cloud Computing) ให้แก่ครู นักเรียน นักศึกษาและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทย และภายในงานได้มีการมอบรางวัลแก่ทีมนักเรียนที่นำเครื่องมือ Generative AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในการแก้ปัญหาด้วย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,240 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,388 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,385 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ปิดการท่องเที่ยวบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา 5 เดือน   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง คนละครึ่งพลัส รัฐให้วันละ 33 บาท ประชาชนเติมเอง 22 บาท รวม 55 บาทต่อวัน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ทุกชนิด จองคิวอบรมและสอบ ครบจบในที่เดียว ผ่านเพจ หทัยรัตน์   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ฝรั่งเศสเปิดหลักฐานใหม่ ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารผิดพลาด อาจต้องคืนให้ไทย   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ทหารส่งคืนที่ดิน 146 ไร่ แต่กลับเจอระเบิดที่กัมพูชาซุกซ่อนไว้เต็มพื้นที่   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ประกาศใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากมีภัยคุกคามจากกัมพูชา   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชารุกเงียบ ขยับฐานทัพประชิดปราสาทตาเมือนธมไม่ถึง 20 เมตร   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “ปิดการท่องเที่ยวบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา 5 เดือน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจทางการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และเพจทางการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ยืนยันว่าเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักค้างแรมซึ่งเป็นไปตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม จนถึง 15 ตุลาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งสาเหตุในการปิดอุทยานดังกล่าว นอกจากมาตรการด้านความปลอดภัยเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมของทะเลฝั่งอันดามันแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในฤดูกาลถัดไป   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (ทสส) กระทรวงดีอี และคณะทำงาน ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เพื่อหารือการขับเคลื่อนการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) มุ่งยกระดับการบริหารจัดการภาครัฐระดับจังหวัดให้ทันสมัย รวดเร็ว และปลอดภัย ร่วมกับนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ณ ศาลากลางจังหวัดพังงา    สำหรับการหารือในครั้งนี้ ปลัดกระทรวงดีอีได้เน้นย้ำถึงนโยบาย “Go Cloud First” ของรัฐบาล ที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้คลาวด์เป็นฐานการทำงานหลัก เพื่อลดการจัดซื้อระบบแยกส่วนของแต่ละหน่วยงาน โดยระบบ e-Office ภายใต้ GDCC จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสารบรรณ การรับ-ส่งหนังสือราชการ และการอนุมัติลงนามอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้มีความคล่องตัวและเป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 อย่างถูกต้อง    ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้พัฒนาระบบ e-Office เพื่อเป็นรากฐานสำหรับราชการไทยในระยะยาว โดยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้ขับเคลื่อนระบบนี้เพื่อให้ครอบคลุมบุคลากรภาครัฐ 3 ล้านคน ภายในปี 2570 ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐให้ใช้งานระบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย และช่วยประหยัดงบประมาณจากการลงทุนระบบซ้ำซ้อน   ด้านนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้แสดงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบ e-Office ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดจังหวัดสามารถปฏิบัติราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความสะดวกในการให้บริการพี่น้องประชาชน สอดคล้องกับแผนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) หรือ AFNC ดำเนินมาตรการเชิงรุก ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น    ทั้งนี้จากการตรวจสอบผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ AFNC ในช่วงที่ผ่านมาจนถึง วันที่ 25 พฤษภาคม 2569  พบมีจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จำนวน 327,346 ข้อความ ซึ่งได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบ และได้รับการยืนยันจากหน่วยงานแล้วจำนวน 39 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม จำนวน 20 เรื่อง ข่าวบิดเบือน จำนวน 3 เรื่อง และข่าวจริง จำนวน 16 เรื่อง   ดังนั้นขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่ข่าวปลอมที่อาจสร้างความเข้าใจผิด สับสน โดยหากมีการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลต่อกันไปอาจกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพยสิน และข้อมูลส่วนบุคคล    “กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญ และห่วงใยประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ที่แอป “เป๋าตัง” เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอป “ถุงเงิน” ด้านผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเข้าร่วมต้องสมัครผ่าน ธ.กรุงไทย ทุกสาขาเท่านั้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ เพื่อให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด” รมช.ดีอี กล่าว       ---------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.