Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,097 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,503 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,495 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกทำร้ายร่างกาย โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกาะพะงัน   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ติดต่อประชาชนผ่านเบอร์ 06-3142-3620   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ธอส. ออกสินเชื่อบ้านประหยัดพลังงาน ตามมาตรการประหยัดพลังงานของภาครัฐ   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบอัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น หลังฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 17-21 มี.ค. 69 ไทยจะมีอากาศร้อนขึ้น   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. ออกเอกสาร พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ฉบับที่ 8 ระบุการให้ความเห็นชอบ จัดตั้งบริษัทประกอบธุรกิจหลักทรัพย์   อันดับที่ 7 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 17 และ 25 มี.ค. 2569 ศบก. เตรียมอพยพคนไทยในอิหร่านเพิ่ม 2 รอบ   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง MRT เปิดให้กรอกแบบสอบถาม รับเงิน 20,000 บาท   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลถูกทำร้ายร่างกาย โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกาะพะงัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ ที่ทำการปกครองอำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ไม่พบรายงานการทำร้ายร่างกายในลักษณะดังกล่าว และในพื้นที่เกาะพะงันไม่มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (Central Department Store) ตามที่มีการกล่าวอ้างในเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายข้างต้นแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------


ดีอี ประชุมคณะฯ จัดทำแผนเตรียมพร้อมทรัพยากรด้าน ICT ครั้งที่ 1/2569   วันที่ 20 มีนาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนเตรียมพร้อมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 3 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,097 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,124 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,107 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 15 ข้อความ และช่องทาง Facebook 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 26 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ราชกิจจานุเบกษา ประกาศหลักเกณฑ์ ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลใหม่   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ขายหุ้น OR 1,340 บาท รับปันผล 390 บาทต่อวัน ผ่านเพจ Station Saving OR   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพาณิชย์เผย ปุ๋ยเคมีมีปริมาณเพียงพอ ประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านยัน เป็นศัตรูกับไทย จากคำประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือศัตรูผ่าน   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบตู้คอนเทนเนอร์ลักลอบนำเข้าขยะ และวัสดุต้องห้ามจากสหรัฐอเมริกาเข้าไทย 300 ตู้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยเตรียมรับผู้อพยพชาวยิว เนื่องจากระบบป้องกันภัยอิสราเอลใกล้หมด   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แจ้งยอดค้างชำระ ให้คลิกลิงก์ชำระด่วน ก่อนถูกฟ้อง   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ราชกิจจานุเบกษา ประกาศหลักเกณฑ์ ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลใหม่” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดเวลาการทำงานของบุคลากรพยาบาลให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้า และเสริมความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน   ทั้งนี้ประกาศฉบับใหม่จึงกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานของพยาบาล เช่น - ให้ผู้บริหารการพยาบาลจัดตารางการทำงาน โดยกำหนดชั่วโมงการทำงานรวม ไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง - ชั่วโมงการทำงานรวม ไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยรวมชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาและการปฏิบัติงานจากการถูกเรียกตัว (On Call) - กำหนดให้มีระยะเวลาพักระหว่างเวรไม่น้อยกว่า 11 ชั่วโมง เพื่อลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน - หลีกเลี่ยงการจัดตารางเวรที่ทำให้กลับมาปฏิบัติงานเร็วเกินไป (Quick return) และลดความเสี่ยงจากการทำงานต่อเนื่องยาวนาน   นอกจากนี้ สถานพยาบาลยังต้องจัดให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยของพยาบาล เช่น การจัดช่วงเวลาพักระหว่างเวร การฟื้นฟูหลังการทำงานหนัก รวมถึงการจัดพื้นที่พักสำหรับการพักผ่อนระหว่างเวร โดยเฉพาะในเวรกลางคืน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงานวันสตรีสากล ประจำปี 2569 (International Women's Day) ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์ คำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,106 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,392 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,384 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 7 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 22 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง 437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชานำเข้าน้ำมันจากไทย โดยใช้เส้นทางอ้อมผ่าน สปป.ลาว อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง PTT ส่งข้อความแนบลิงก์ SMS แจ้งคะแนนสะสมใกล้หมดอายุรีบใช้ด่วน อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบบ่อน้ำมันดิบบนดิน 1 ล้านลิตร ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาล เตรียมจ่ายเงินโครงการคนละครึ่ง วงเงิน 2,400 บาท ให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง เร่งสำรวจเงินเยียวยาค่าซ่อมน้ำท่วมหาดใหญ่ใหม่ อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลจัดสรรพื้นที่ให้กับชาวยิวที่อพยพมาอยู่ในไทยเพิ่มเติม อันดับที่ 8 ข่าวจริง เรื่อง ธปท. ออกหลักเกณฑ์ คุมความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสด สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยเป็นมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้1. สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง2. กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ3. สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ประชาชนผู้มีเงินได้ต้องเร่งรีบจัดการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ให้ทันกำหนดเส้นตาย แต่ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ กลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ก็กำลังฉวยโอกาสจากความวุ่นวายดังกล่าว ด้วยการส่งอีเมลปลอมแอบอ้างเป็น กรมสรรพากร เพื่อหลอกลวงผู้เสียภาษีที่รอรับเงินคืน รู้จักกลโกง  อีเมลปลอมสรรพากรทำงานอย่างไร?อีเมลหลอกลวงเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยผู้ส่งมักใช้ชื่อหรือที่อยู่อีเมลที่ดูคล้ายกับโดเมนทางการ เช่น rd.go.th หรือชื่อที่ออกเสียงคล้ายกัน พร้อมแนบโลโก้กรมสรรพากรและตราสัญลักษณ์ราชการเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นเนื้อหาของอีเมลมักระบุว่า "ท่านมีเงินคืนภาษี กรุณากดลิงก์ด้านล่างเพื่อยืนยันตัวตนและรับเงินคืน" จากนั้นจะนำไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบมาให้เหมือนกับระบบของกรมสรรพากรทุกประการ สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง- อีเมลอ้างว่ามีเงินคืนภาษีและขอให้กดลิงก์โดยด่วน- ขอข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประชาชน หรือรหัสผ่านอีเมล- URL ของลิงก์ไม่ใช่ rd.go.th แต่อาจเป็น rd-go.com / revenue.th.co หรือชื่ออื่นที่คล้ายกัน- มีการสะกดคำไม่ถูกต้องประโยคภาษาไทยเว้นวรรคผิดปกติ หรือดูแปลกตา- กดดันให้ทำภายในเวลาจำกัด เช่น ภายใน 24 ชั่วโมง ข้อมูลที่มิจฉาชีพต้องการเมื่อเหยื่อกดลิงก์และกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ปลอม มิจฉาชีพจะเก็บข้อมูลสำคัญทันที ได้แก่ เลขบัตรประจำตัวประชาชน, ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ข้อมูลบัญชีธนาคาร รวมถึงรหัส OTP ที่แอบอ้างว่าต้องใช้ยืนยันการรับเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้เปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อ หรือถอนเงินจากบัญชีของเหยื่อได้ทันที กรมสรรพากรย้ำ! ไม่มีนโยบายส่งลิงก์ทางอีเมลกรมสรรพากรออกประกาศย้ำชัดว่า ทางหน่วยงานไม่มีนโยบายส่งอีเมลพร้อมลิงก์ขอให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลบัญชีธนาคาร และไม่เคยส่งข้อความแจ้งเงินคืนภาษีโดยให้กดลิงก์เพื่อรับเงินทั้งนี้การรับเงินคืนภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะดำเนินการผ่านระบบ e-Refund ของกรมสรรพากรโดยตรง หรือโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนเท่านั้น โดยไม่ต้องทำธุรกรรมใดๆ เพิ่มเติม วิธีรับเงินคืนภาษีที่ถูกต้อง 100%- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ผ่าน www.rd.go.th หรือแอป RD Smart Tax เท่านั้น- ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน เพื่อรับเงินคืนโดยตรง- ตรวจสอบสถานะเงินคืนได้ที่ www.rd.go.th >บริการออนไลน์ >ตรวจสอบคืนภาษี- หากมีข้อสงสัย โทรสายด่วนกรมสรรพากร 1161 (วันจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น.) วิธีปกป้องตัวเองจากอีเมลฟิชชิ่งAOC แนะนำ 5 มาตรการเร่งด่วนสำหรับประชาชนในช่วงนี้1. ตรวจสอบโดเมนอีเมลผู้ส่งทุกครั้ง -อีเมลทางการของกรมสรรพากรต้องลงท้ายด้วย @rd.go.th เท่านั้น2. อย่ากดลิงก์ในอีเมล หากต้องการเข้าเว็บสรรพากร ให้พิมพ์ www.rd.go.th ในเบราว์เซอร์โดยตรง3. ไม่ให้ข้อมูลบัตรประชาชน รหัสผ่าน หรือ OTP แก่ใครทุกช่องทาง ยกเว้นระบบทางการเท่านั้น4. เปิดใช้การยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (2FA) บนบัญชีธนาคาร Mobile Banking และอีเมลของคุณ5. หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อ รีบโทรสายด่วน  AOC 1441 (ศูนย์รับแจ้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) เพื่อระงับบัญชีทันที AOC เตือนภัยไซเบอร์ช่วงเวลายื่นภาษี ข้อมูลจากศูนย์ AOCชี้ ให้เห็นว่าในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลยื่นภาษี มักพบรายงานอีเมลฟิชชิง (อีเมลหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ปลอมแปลงเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ) และ SMS หลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องภาษีเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือประชาชนวัยทำงานอายุ 25-50 ปี ที่มีรายได้ประจำ และยื่นภาษีเป็นประจำ ซึ่งมักมีความคาดหวังในการรับเงินคืนอยู่แล้ว ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันภัยออนไลน์ผ่าน ศูนย์ AOC 1441 อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน จำไว้ว่า ก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์เว็บไซต์ การดาวน์โหลด หรือการอัปโหลดข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกส่งต่อมาจากช่องทางที่ไม่แน่ชัด ----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,134 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,283 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,275 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 7 ข้อความ และช่องทาง Website 1 ข้อความ  โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 31 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง  ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง มีเงินเข้าบัญชี สามพันครั้งต่อปีขึ้นไป จะถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ชาวยิวและอิสราเอล มาตั้งหลักปักฐาน อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวของไทย อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านอยู่อาศัย ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ถูกตัวคุ่นหรือริ้นดำกัด เสี่ยงแพ้รุนแรงถึงชีวิต อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กรอกแบบสอบถามผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง รับเงิน 10,000 บาท อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ยื่นคำขอรังวัดที่ดินผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้ว อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง บริการ Service Center ถอนเงินลงทุนผ่านระบบโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “มีเงินเข้าบัญชี สามพันครั้งต่อปีขึ้นไป จะถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ตามพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 มาตรา 3 สัตตรส กำหนดเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาเฉพาะที่อยู่ในความครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี(1) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน(2) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น(3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน สำหรับธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมา ดังต่อไปนี้(1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้งขึ้นไป(2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ --------------------------------------------------

ดีอี มอบ NT เฝ้าระวัง “เคเบิลใต้น้ำ” ตะวันออกกลาง มั่นใจไม่กระทบ ปชช.-ภาคธุรกิจไทย   นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ตนได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการเตรียมความพร้อม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมหลักของประเทศ   ปัจจุบัน NT ได้เตรียมความพร้อมของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ และจุดเชื่อมต่อ Internet Gateway ในหลายภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกาและยุโรป ทั้งในรูปแบบ Transit และ Peering ซึ่งเชื่อมโยงออกจากไทยผ่านภาคพื้นดิน และทางทะเลผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำที่ NT ร่วมลงทุน 6 ระบบ โดยมีระบบสำรองที่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หากเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางขัดข้องจะสามารถถ่ายโอน (Rerouting) ทราฟฟิกผ่านไปยังจุดเชื่อมต่ออื่นๆ ได้เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชน สามารถมั่นใจได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพ และจะมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง   “ขณะนี้ NT ได้จัดการรายงานประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงต่อผลกระทบ หากกรณีระบบเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลางเกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแผนสำรองในการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยจัดแผนประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ในระดับต่างๆ ซึ่งจะมีการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อความมั่นคงของระบบสื่อสารโทรคมนาคมไทย เพิ่มมาตรการ เตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจของประเทศ” นายไชยชนกกล่าว   ---------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 21 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,095 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,794 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,787 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 7 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 34 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง  ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เติมน้ำมันใส่ถัง IBC เสี่ยงเกิดระเบิดจากไฟฟ้าสถิต   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาเตือนให้หยุดสร้างถนน-พระพุทธรูป เหตุไทยบุกรุกพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ไข้หวัดใหญ่ปี 69 พบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นสูงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ทางการไทยทิ้งระเบิด จนปราสาทเขาพระวิหารได้รับความเสียหายกว่า 562 จุด   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันพืช สามารถใช้เติมแทนน้ำมันดีเซลได้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดให้บริการปรึกษาการลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญผ่านไลน์   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. เตรียมนำทีม 148 คน บินไปศึกษาดูงานต่างประเทศ   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่แบบถูกกฎหมาย ผ่านบัญชี Tiktok : user149753208665   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “เติมน้ำมันใส่ถัง IBC เสี่ยงเกิดระเบิดจากไฟฟ้าสถิต” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับการจัดเก็บและเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างปลอดภัย ในกรณีการนำ “ถัง IBC” หรือภาชนะพลาสติกขนาดใหญ่มาใช้บรรจุน้ำมัน ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายและมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายสูง เนื่องจากวัสดุพลาสติก เช่น HDPE เป็นฉนวนไฟฟ้า ที่อาจเกิดการสะสมของ ไฟฟ้าสถิตระหว่างการเติมน้ำมัน เมื่อมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ไอระเหยของน้ำมันเกิดการลุกติดไฟหรือระเบิดได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในงาน “วันอุตุนิยมวิทยาโลก ประจำปี 2569” (World Meteorological Day 2026) ภายใต้แนวคิด “Observing Today, Protecting Tomorrow” โดยมี นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกรมอุตุนิยมวิทยาให้การต้อนรับ ณ หอประชุมกรมอุตุนิยมวิทยา บางนา กรุงเทพฯ   สำหรับงานนี้จัดขึ้นโดยมุ่งเน้นบทบาทของข้อมูลตรวจวัดและการพยากรณ์อากาศในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก Prof. Dr. Celeste Saulo เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคำปราศรัยผ่านวิดีทัศน์ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านอุตุนิยมวิทยาในระดับสากล

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดําเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ณ ห้องลาเวนเดอร์ 2-3 อาคาร 3 ชั้น 3 โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร    สำหรับการประเมิน ITA เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ส่วนรวม พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการทุจริต

ดีอี ประชุมติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบปี 69 ครั้งที่ 3วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามรายงานความคืบหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละส่วนให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยมีผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/03 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ปลัดพชร


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.