Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,835 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,689 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,683 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 5 ข้อความ และ Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง วันที่ 3-6 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง น่านฟ้าไทยพร้อมรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง แนะนำผู้โดยสารตรวจสอบเที่ยวบินก่อนเดินทาง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน สั่งระงับการส่งออกน้ำมัน   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง สังเกตเห็นได้จากทั่วไทย ในช่วงเย็นวันที่ 3 มี.ค. 69   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐฯ ต่อระยะเวลาโครงการเราชนะ เพิ่ม 2 เดือน รับเงิน 7,000 บาท   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายหลัก ในวันที่ 3 มี.ค. 69 (วันมาฆบูชา)   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. ทำลายบัตรเลือกตั้งเก่ากว่า 20 ล้านใบที่เหลือ แล้วพิมพ์บัตรใหม่ในการเลือกตั้ง   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ทหารไทยกำลังเตรียมบันไดเหล็ก ระหว่างเนิน 677 เพื่อเติมกำลังโจมตีเนิน 745   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “วันที่ 3-6 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยขอแจ้งเตือนว่าในช่วงวันที่ 3-6 มี.ค. 69 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มจากด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือจะได้รับผลกระทบ ในระยะต่อไป โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่   ทั้งนี้ เนื่องจากมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน   ดังนั้นขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------------

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุม GSMA Ministerial Programme 2026 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านนโยบายดิจิทัลชั้นนำระดับโลก ภายใต้งาน GSMA Mobile World Congress (MWC) Barcelona 2026 ในระหว่างวันที่ 2 – 4 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุม Fira Gran Via เมืองบาร์เซโลนา ราชอาณาจักรสเปน โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส ผู้กำกับดูแลนโยบาย และผู้นำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับระบบนิเวศมือถือ การสื่อสารเคลื่อนที่ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมฯ    ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้หารือด้านนโยบายและทิศทางของด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลในหลากหลายประเด็น อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เทคโนโลยี 5G และการเตรียมพร้อมสู่ 6G เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรมองค์กร ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ไร้ขีดจำกัด เทคโนโลยีเพื่อทุกคน เทคโนโลยีทางการเงิน พลังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งประเด็นการหารือในที่ประชุมฯ ครอบคลุมแนวคิดหลักของการจัดงาน MWC Barcelona 2026 คือ ยุคแห่ง IQ (The IQ Era) ซึ่งมุ่งส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ การนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดที่จะกำหนดทิศทางอนาคตจากภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ รวมถึงเวทีหารือและแสดงศักยภาพของสตาร์ทอัพจากทั่วโลก   นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมฯ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะ ได้เข้าร่วมฟังอภิปรายเกี่ยวกับ เทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุด อาทิ AI, Cloud, Big Data, 5G, Cybersecurity, Cell Broadcast, Robotics การเยี่ยมชม Pavilion ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงการเยี่ยมชมบูธและหารือกับผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ Huawei Technologies, AWS, Ericsson, Google, China Mobile, Microsoft, Nvidia, ZTE, Hytera, 3G Technology, Fibre Home เป็นต้น

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,777 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,282 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,279 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 19 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 6 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล 7-10 วัน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ชุดไทย (Chut Thai) ได้ยื่นเสนอขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการต่อ ยูเนสโก เพื่อเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สถานทูตไทยในเทลอาวีฟ แจ้งเตือนคนไทย หากได้ยินไซเรนให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ยื่นภาษีปี 2568 ลดหย่อนบริจาคการศึกษาเหลือแค่ 1 เท่า   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปั๊มน้ำมัน พีทีที สเตชั่น จ.ระนอง ปรับขึ้นราคาดีเซล 4.2 บาทแล้ว   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ ประกาศเตรียมนำเขาพระวิหารกลับคืนสู่ไทย   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง พนักงาน ธ.ก.ส. ผลักดันให้เกษตรกรทำประกันเอกชนแทนระบบกลุ่มฌาปนกิจ เพราะจะได้ค่าคอมมิสชัน   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง พม. แจกเงินสดสูงสุด 3,000 บาท ดูแลผู้สูงอายุ เริ่มลงทะเบียนแล้ว จำนวนจำกัด   อันดับที่ 9 ข่าวปลอม เรื่อง บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) มีอีเมลจดหมายให้ผู้ถือหุ้นดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม   อันดับที่ 10 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวต่างชาติสามารถต่อวีซ่าเข้าไทยแบบออนไลน์ ได้ที่บัญชี X : @JustMikeMcKay รับรองโดย ตม.   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงพลังงาน ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล 7-10 วัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ถ้าไม่มีน้ำมันเข้าสู่ประเทศไทยเลยเราจะอยู่ได้ 60 วัน แต่ปัจจุบันน้ำมันเข้ามาจากตะวันออกกลาง 50% มีจำนวน 2 ใน 3 ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ 1 ใน 3 ไม่ต้องผ่าน 40% ไม่ผ่านตะวันออกกลาง ฉะนั้นสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยยังมีน้ำมันเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ตอนนี้ได้มีการเจรจากับ สหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย และประเทศอื่นๆ พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 5 มีนาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินการตามร่างประกาศ ศปอท. เรื่องหลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. .... โดยมี ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0210 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference

ในยุคที่ความสะดวกสบายอยู่แค่ปลายนิ้ว หลายคนเลือกใช้ Wi-Fi สาธารณะตามคาเฟ่ สนามบิน หรือห้างสรรพสินค้า เพื่อทำงานหรือทำธุรกรรม แต่รู้หรือไม่ว่าความสะดวกนี้อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มองไม่เห็น 1. ช่องโหว่ที่มิจฉาชีพจ้องเล่นงาน เครือข่ายสาธารณะส่วนใหญ่เป็น ระบบเปิด (Open Network) ซึ่งมีความปลอดภัยต่ำ ทำให้มิจฉาชีพใช้เทคนิคต่างๆ เข้าจู่โจม เช่น - การดักจับข้อมูล (Packet Sniffing) สอดแนมการรับ-ส่งข้อมูลของผู้ใช้ในเครือข่ายเดียวกัน หากแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ไม่มีการเข้ารหัสที่ดี ข้อมูลของคุณจะถูกอ่านได้ทันที  - เครือข่ายปลอม (Evil Twin) สร้างชื่อ Wi-Fi ให้คล้ายของจริง (เช่น เพิ่มขีดล่างหรือตัวสะกดผิดเล็กน้อย) เพื่อหลอกให้เราเชื่อมต่อและดักเก็บข้อมูลรหัสผ่านหรือบัตรเครดิต - หน้าล็อกอินปลอม (Fake Login Page) หลอกให้กรอกเบอร์โทรศัพท์หรือล็อกอินผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อขโมยบัญชีไปใช้งานต่อ   2. ความเสี่ยงธุรกรรมการเงิน แม้เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเป็น HTTPS แต่หากอุปกรณ์มีมัลแวร์ หรือระบบไม่ได้รับการอัปเดต มิจฉาชีพยังสามารถใช้เทคนิคขั้นสูงอย่าง การยึดเซสชัน (Session Hijacking) เพื่อเข้าถึงแอปฯธนาคารหรือข้อมูลบัตรเครดิตของคุณได้   3. กับดักทางจิตวิทยา เรามักรู้สึกปลอดภัยเมื่อเห็นคนอื่นใช้ Wi-Fi เดียวกันจำนวนมาก ความรู้สึกที่ว่า "คนอื่นใช้ได้ เราก็น่าจะรอด" ทำให้เราลดความระมัดระวังลง ทั้งที่ภัยไซเบอร์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า   5 กฎเหล็กเล่นเน็ตนอกบ้านให้ปลอดภัย การป้องกันไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เริ่มจาก "วินัย" เล็กๆ ดังนี้ 1) เลี่ยงธุรกรรมสำคัญห้ามโอนเงินหรือเข้าแอปฯธนาคารผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ให้ใช้ Mobile Data (4G/5G) แทน 2) ตรวจสอบชื่อเครือข่ายถามพนักงานให้แน่ใจว่าชื่อ Wi-Fi ที่ถูกต้องคืออะไรก่อนกดเชื่อมต่อ 3) ปิดระบบเชื่อมต่ออัตโนมัติ ตั้งค่าอุปกรณ์ไม่ให้ต่อ Wi-Fi เอง (Auto-Connect) เพื่อป้องกันการเผลอไปเกาะเครือข่ายปลอม 4) เสริมเกราะป้องกัน เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) และใช้ VPN ที่เชื่อถือได้เพื่อเข้ารหัสข้อมูลอีกชั้น 5) อัปเดตอยู่เสมอ หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการ (OS) ของมือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด   Wi-Fi ฟรีอาจไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน แต่ความเสียหายจากข้อมูลที่รั่วไหลอาจสร้างผลกระทบระยะยาว ทั้งในด้านการเงิน ความเป็นส่วนตัว และความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กร ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป หากเริ่มจากความตระหนักรู้และวินัยเล็ก ๆ ในทุกครั้งที่กด “เชื่อมต่อ” เราก็สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูสะดวกที่สุด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดได้เช่นกัน ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)   ----------------------------------------------------------------------------

วันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าที่ ร.ต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารระบบบริหารจัดการความมั่นคง ปลอดภัยสารสนเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1001 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ Video Conference




นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,739 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,734 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,727 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 6 ข้อความ และช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 4 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การบินไทยยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง รมต.ต่างประเทศของไทย ยืนยัน ไม่ขอช่วยเหลือกัมพูชาจากสาเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ Australian fruit farm ของกระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไปทำงานต่างประเทศ   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ ทนายโจ้ รับส่งเรื่องให้ผู้เสียหายที่โดนโกง เพื่อรับเงินคืนจากมิจฉาชีพกับ สำนักงาน ปปง.   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง คุมใบอนุญาตปืน ป.3-ป.4 งดออก ป.12 สุ่มตรวจผู้ฝ่าฝืน โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ททท. ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน   อันดับที่ 7 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบถนนรุกพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น เขตหน่วยพิทักษ์ รย.4 (เพชรพนมวัฒน์)   อันดับที่ 8 ข่าวจริง เรื่อง กรมการค้าภายใน สั่งคุมราคาสินค้าทั่วประเทศ   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การบินไทยยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงให้บริการตามปกติ และในปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่มีเที่ยวบินเดินทางไปยังภูมิภาคที่เกิดความไม่สงบ สำหรับเที่ยวบินเส้นทางทวีปยุโรป จะใช้เส้นทางการบินที่ไม่ผ่านน่านฟ้าของพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลให้ระยะเวลาเที่ยวบินในเส้นทางทวีปยุโรปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย   ขณะเดียวกัน การบินไทย จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการปฏิบัติการบิน สำหรับผู้โดยสารที่มีกำหนดการเดินทางสามารถติดตามข่าวสาร และตรวจสอบตารางการบินได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com และ THAI Contact Center โทรศัพท์ 0-2356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------------

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และคณะศึกษาดูงานจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมร่วมหารือแนวทางการใช้งานระบบ การบริหารจัดการสำนักงาน (e-office) ภาครัฐ ภายใต้ GDCC โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/05 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีนโยบายให้เร่งรัดดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการตัดวงจรบัญชีม้า และกระเป๋าเงินดิจิทัล   ดังนั้น กระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้ในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา “ประกาศศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศ และเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๙”    สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการในการป้องกันการเปิดบัญชี การระงับการให้บริการหรือการทำธุรกรรม หรือการปิดบัญชีกับบุคคลที่มีรายชื่อหรือเลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญดังนี้     - เพื่อให้การปราบปรามบัญชีม้า ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการประกาศขึ้นบัญชีดำบุคคลต้องสงสัย โดยให้ครอบคลุมไปถึง "เลขที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล" ด้วย     - ดำเนินการตัดวงจรบุคคลต้องสงสัยทันที หากพบว่าเข้าข่ายกระทำผิด หรือมีชื่อปรากฏอยู่ในเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย สถาบันการเงินต้องปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการทำธุรกรรม หรือดำเนินการปิดบัญชีทันที     - เพิ่มเติมกลไกให้ความเป็นธรรม หากตรวจสอบแล้วพบว่าบุคคลนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทาง ศปอท. สามารถออกประกาศเพิกถอนรายชื่อเพื่อปลดล็อกการระงับบัญชีหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลได้     ทั้งนี้ ประกาศฯ ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับนายณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. (DGA) จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการให้บริการระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban) และระบบบริหารจัดการสำนักงานผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยงานภาครัฐเป้าหมายจำนวน 276 หน่วยงาน ในการโอนย้ายข้อมูลและเปลี่ยนผ่านการใช้งานจากระบบ e-Saraban เข้าสู่ระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องต่อการทำงานของหน่วยงาน    สำหรับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 276 หน่วยงาน ได้จัดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อดำเนินการเปลี่ยนผ่าน ดังนี้   1. กลุ่มหน่วยงานที่เปิดใช้งานระบบ e-Office แล้ว (จำนวน 15 หน่วยงาน) : จะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคม 2569 2. กลุ่มหน่วยงานที่กำลังดำเนินการ Implement (จำนวน 214 หน่วยงาน) : ให้หน่วยงานดำเนินงานตามแผนเปิดระบบ (Go live) โดยหลังจากเปิดระบบแล้ว จะเว้นระยะ 15-30 วัน เพื่อทดสอบความเสถียร ก่อนจะเริ่มทยอยโอนย้ายข้อมูลในช่วงเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 3. กลุ่มหน่วยงานที่รอดำเนินการ (จำนวน 47 หน่วยงาน): ขอความร่วมมือให้หน่วยงานเร่งตอบรับ เพื่อยืนยันสถานะ โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการในเดือนเมษายน 2569 และโอนย้ายข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม - กันยายน 2569

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,751 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,726 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,715 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 11 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ภาคใต้เตรียมรับฝนเพิ่มขึ้น 6-10 มี.ค. 69 อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง จองคิวทำเอกสารล่วงหน้าที่อำเภอ-เขต ได้ที่แอปฯ ทางรัฐ อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ หางานทำที่ต่างประเทศ เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง การมีถ่านไม้หุงข้าวเกิน 130 กก. โดยไม่มีใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ มีความผิดทั้งจำทั้งปรับ อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ทอดทิ้ง-ทำร้ายสัตว์เลี้ยง มีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ติดต่อ AOT Contact Center ได้ที่เพจเฟซบุ๊กชื่อ “เฮงรับทรัพย์ 888” หรือติดต่อผ่านเบอร์ 02-132-1888 อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดให้ผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ ลงทะเบียนเพื่อรับทรัพย์สินคืน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Sanook News อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยไปเซ็นสัญญาอินโดแปซิฟิก ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพยิงจรวดทำสงครามได้โดยไม่ต้องขออนุญาต สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ภาคใต้เตรียมรับฝนเพิ่มขึ้น 6-10 มี.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ภาคใต้ของประเทศไทยเตรียมรับมือฝนตกหนักช่วงวันที่ 6-10 มี.ค. 69 โดยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนฟ้าคะนอง กระจายตัว 30-40% ของพื้นที่ ส่วนคลื่นในทะเลสูง 1-2 เมตร สำหรับทะเลบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง จะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน จึงทำให้มีกำลังลมแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,753 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,408 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,408 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 16 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือรบ USS Abraham Lincoln อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เจ็บคอไม่หาย สัญญาณเตือนของโรคร้าย อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กองทัพเรือ เตรียมความพร้อมในการรับคนไทยในตะวันออกกลาง กลับมาตุภูมิ อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาปุ๋ยไทยแพงขึ้น เนื่องจากร้อยละ 90 เป็นการนำเข้า อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากแก๊งคอลฯ ผ่านเพจ Financial stability อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดคอร์สเรียนหุ้นมาแรง เรียนฟรี 21 วัน มีใบเซอร์ ผ่านเพจ Lewoint อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ไปทำงานเก็บแอปเปิลที่ออสเตรเลียแบบถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกรมแรงงาน สอบถามได้ที่เพจ Australia Work Support 895 อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ระเบียบการใหม่ให้สิทธินักเรียนต่างด้าวเดินทางข้ามแดนมาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือรบ USS Abraham Lincoln” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยบัญชี X ทางการของกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) รายงานว่า เรือรบ USS Abraham Lincoln ที่ถูกอิหร่านยิงจมนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากเรือดังกล่าว ไม่ได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธแต่อย่างใด และเรือยังคงปฏิบัติภารกิจส่งเครื่องบินขึ้นบิน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของกอง CENTCOM ในการปกป้องประชาชนอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่มาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ของเรือรบ USS Bonhomme Richard LHD-6 ไม่ใช่เรือ USS Abraham Lincoln ตามที่ได้มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.