Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                วันนี้ 13 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (เดิม) ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ กมช. ในครั้งนี้ด้วย                  ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ได้อนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กมช. จำนวน 7 คน ดังนี้ 1.นายปริญญา หอมเอนก ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 2. พลโท มโน นุชเกษม ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3. พันตำรวจเอก ญาณพล ยั่งยืน ด้านวิศวกรรมศาสตร์ 4. นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ด้านกฎหมาย 5. นายวิเชฐ ตันติวนิชด้านการเงิน 6. นายบดินทร์ ทรัพย์สมบูรณ์ ด้านสาธารณสุข และ 7. รศ.ปณิธาน วัฒนายากร ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินงานตามรูปแบบคณะกรรมการ กมช. ขับเคลื่อนงานในการวางแผนนโยบายที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ. ไซเบอร์                  ที่ประชุมรับทราบภาพรวมความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของประเทศ และแผนการดำเนินงานในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง และนโยบายและแผนระดับชาติ ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วน ภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงาน                  นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ เปิดเผยว่า สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญวันนี้ ที่ประชุมพิจารณาหลักเกณฑ์การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) และคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กบส.) และได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ของคณะกรรมการทั้งสองคณะดังกล่าว ด้วย                   พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวว่า “นัดแรกครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นกลไกหนุนให้เกิดการพัฒนาและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สร้างให้ประเทศไทยมีความพร้อม สามารถปกป้องและรับมือกับสถานการณ์ด้านภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของคณะกรรมการชุดนี้”                  ที่ประชุมครั้งนี้ ยังพิจารณามอบหมายให้ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ThaiCERT ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ตาม พรบ. ไปพลางก่อน ระหว่างการจัดตั้งสำนักงานยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ThaiCERT จะทำหน้าที่ตอบสนองและจัดการกับเหตุการณ์ โดยให้คำแนะนำและสนับสนุนในการแก้ไขภัยคุกคามไซเบอร์ให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศได้อย่างทันท่วงที                    พลเอก ประวิตร กล่าวย้ำว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นการผลักดันความคืบหน้าในการขับเคลื่อนกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศใน 4 เรื่องสำคัญด้วยกัน คือ 1.การกำหนดทิศทางนโยบายและแผนไซเบอร์ซิเคียวริตี้ระดับชาติ เพื่อให้เกิดการปกป้อง รับมือ ป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเกิดความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน 2. ให้สำนักงานเร่งการดำเนินงานในภารกิจสำคัญตามที่ พ.ร.บ. กำหนด 3. แนวทางในการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ 4. การดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดผลดีต่อการเตรียมการประเมินอันดับและยกระดับความพร้อมของไทยด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในเวทีสากลต่อไป พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมการฯ ร่วมกันกำกับติดตามและผลักดันการดำเนินงาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป โดยขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการช่วยกำกับการพัฒนาด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของประเทศ ให้เป็นไปตามทิศทางที่คณะกรรมการชุดนี้ได้กำหนดไว้ต่อไป”   **********************



ห้องประชุม 803 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนน แจ้งวัฒนะ หลักสี่

ห้องประชุม ๘๐๓ ชั้น ๘ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ์ ถนนแจ้งวัฒนะ วันจัดการฝึกอบรม ในวันศุกร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓   เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น.  (ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๓)

นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมการประชุม APPU Roundtable on Remuneration โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกิจการไปรษณีย์จากประเทศในเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 14 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย ภูฏาน บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย มัลดีฟส์ นาอูรู ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ณ สำนักงาน APPU อาคารฝึกอบรมไปรษณีย์ ชั้น 2 กรุงเทพฯ เมื่อ 14 - 15 มกราคม 2563 โดยสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union: UPU) ร่วมกับสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union: APPU) จัดการประชุม APPU Roundtable on Remuneration ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงให้ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกทำความเข้าใจกับร่างข้อเสนอแผนการบูรณาการค่าตอบแทนไปรษณีย์ (Integrated Remuneration Plan) ที่จะใช้ในช่วงปี ค.ศ. 2022-2025 และแลกเปลี่ยนมุมมองกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ก่อน UPU นำเข้าสู่การประชุมโต๊ะกลมค่าตอบแทนไปรษณีย์โลก (UPU World Round Table on Remuneration) พิจารณาในเดือนกุมภาพันธ์ แล้วนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 27 พิจารณาให้ความเห็นชอบในเดือนสิงหาคม 2563 ต่อไป ทั้งนี้ ร่างแผนบูรณาการค่าตอบแทนไปรษณีย์ดังกล่าว เป็นการปรับระบบอัตราค่าตอบแทนนำจ่ายไปรษณีย์ระหว่างประเทศและอัตราค่าบริการเสริม เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของการจัดส่งไปรษณีย์ในปัจจุบันที่ต้องตอบสนองกับการเติบโตของตลาดด้าน E-Commerce และความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

           ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (14 มกราคม 2563) ไฟเขียวควบรวมกิจการ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) พร้อมเห็นขอบให้ทั้งสองหน่วยงานร่วมประมูล 5จี               นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (14 มกราคม 2563) มีมติเห็นชอบการควบรวมกิจการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือทีโอที กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (เอ็นที) โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% พร้อมมอบหมายให้กระทรวงฯ ดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยต้องควบรวมทั้ง 2 บริษัทให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน              นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบให้ ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 5จี ตามเงื่อนไขประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เกี่ยวข้อง              นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า จุดแข็งของการควบรวมนี้ จะช่วยให้เกิดการผสานศักยภาพสร้างความพร้อมให้กับรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารของประเทศไทย เพื่อรับมือการแข่งขันในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสิ้นสุดสัมปทานถือครองคลื่นความถี่ในปี 2568 ซึ่งทั้งสองหน่วยงาน จะไม่เหลือคลื่นความถี่ในมือเลย อีกทั้ง เป็นการสร้างโอกาสของการไปสู่ธุรกิจในอนาคตร่วมกัน ซึ่งรวมถึงธุรกิจ 5จี ซึ่ง กสทช. เตรียมเปิดประมูลคลื่นความถี่ในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้              ส่วนขั้นตอนหลังจากผ่านมติ ครม. จะมีการว่าจ้างที่ปรึกษา 3 ด้าน เพื่อให้ทำการศึกษาและจัดทำแผนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านการควบรวมกิจการ และด้านทรัพยากรบุคคล ทำการศึกษา และกำหนดทิศทางในการดำเนินงานภายหลังการควบรวมกิจการ คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 6 เดือน กระบวนการควบรวมจึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์              ด้านโครงสร้างหลังการควบรวม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 5 สายงาน ได้แก่ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) ธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International) ธุรกิจบริการโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ (Fixed Line & Broadband) ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสารไร้สาย (Mobile) และธุรกิจ Digital Infrastructure And Services   *****************    



วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจในรายละเอียด เทคนิค วิธีการ ตามแนวทางการประเมินความเสี่ยงการทุจริตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง สร้างให้เกิดองค์ความรู้ในการนำไปพัฒนาปรับใช้ในการวิเคราะห์เพื่อป้องกันความเสี่ยงการทุจริตของหน่วยงานตนเองได้ วันจัดฝึกอบรม ในวันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓  เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. สถานที่จัดการฝึกอบรม ห้องประชุม ๘๐๓ ชั้น ๘ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ คลิกเพื่อลงทะเบียน  (ลงทะเบียนภายในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) คลิกเพื่อ download เอกสารการฝึกอบรม

นายภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมหารือตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ (กรณีฝุ่น PM 2.5) ร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ เป็นการแจ้งวาระเพื่อทราบและพิจารณาการดำเนินการงบประมาณในการพัฒนาระบบเทคโนโลยี (ปัญหาฝุ่น PM 2.5) รวมถึงการหารือร่วมกันในการจัดทำโครงการฯ ระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยา และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำโครงการและจัดทำแอพพลิเคชั่น สำหรับแจ้งปริมาณฝุ่นในแต่ละพื้นที่ให้ประชาชนได้รับทราบ ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 


            กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับมูลนิธิพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล ส่งเสริมการออกกำลังกายแก่ประชาชนทุกกลุ่ม                นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เตรียมจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 มุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมที่จะสนับสนุนการส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล ส่งเสริมการออกกำลังกายแก่ประชาชนทุกกลุ่ม สร้างความตระหนักในการรักษาสุขภาพ และเป็นเป็นเวทีประชาสัมพันธ์นวัตกรรมสุขภาพด้านการสื่อสารความรู้สุขภาพเฉพาะบุคคล (Health for You)                หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น อีกทั้ง การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยี และหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ตวันละนานๆ โดยไม่ทันตระหนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก                 ก่อนหน้านี้ เคยมีผลสำรวจจากบริษัท นีลเส็น พบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 11 ชั่วโมง ซึ่งการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานๆ เป็นต้นเหตุของน้ำหนักเกิน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ขณะที่ ล่าสุด มีงานวิจัยจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดา ระบุว่า ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีแนวโน้มใช้เวลานั่งเกาะติดหน้าจอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจัยด้านการทำงานและการเรียน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือครั้งละนานๆ และละเลยการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง                 สำหรับกิจกรรม Digital Run 2020 มีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงาน โดยผู้สนใจสามารถสมัครเดิน-วิ่ง แบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะทาง 5 กม. และมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กม. สำหรับบุคคลทั่วไป ค่าสมัคร 600 บาท และสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย (Wheelchair) หรือผู้พิการทางการมองเห็น ไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่มรับลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป โดยสมัครออนไลน์ผ่านทาง race.thai.run/DIGITALRUN19 รายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมจะนำไปบริจาคให้มูลนิธิคนพิการไทย                   ทั้งนี้ กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run 2020”  ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 กำหนดจุดปล่อยตัวนักวิ่ง ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่เวลา 04.10 น. เปิดพื้นที่ให้บริการนักกีฬา เจ้าหน้าที่ประจำจุดต่าง ๆ ในเส้นทางการแข่งขันเริ่มพิธีการบนเวทีและเชิญประธานเปิดกิจกรรมฯ เริ่มปล่อยตัวแข่งขัน ระยะ มินิ มาราธอน (10.5 กิโลเมตร) เวลา 05.30 น. จากนั้นปล่อยตัวแข่งขัน ระยะ เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ (5 กิโลเมตร) เวลา 05.45 น. และพิธีมอบถ้วยรางวัล ประมาณ 07.30 น จนกระทั้งเวลา 09.00 น. สิ้นสุดกิจกรรม เดิน – วิ่ง การกุศล Digital Run 2020                  “คณะทำงานให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสุขภาพให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง ทุกที่ และเท่าเทียม ตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และมองว่าการสร้างช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเกาะติดสุขภาพของตนเองได้ รวมถึงได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง เป็นแนวทางหนึ่งซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้เท่าทันปัญหาสุขภาพ (health literacy) ที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อนำไปปรับพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้อง รวมถึงสร้างความตระหนักเกี่ยวกับดิจิทัลกับสุขภาพ” นายภุชพงค์กล่าว   ****************

               นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส มีนโยบายที่มุ่งเน้นให้สองหน่วยงานภายใต้สังกัด คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ต้องเข้าร่วมประมูลโครงข่าย 5G  ที่สำนักงาน กสทช. จะนำออกประมูล ส่งเสริมการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประโยชน์สาธารณะ สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ก่อให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับวิวัฒนาการของโลก โดยรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ   เจตนารมณ์ในการที่จะให้ทั้ง ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม เข้าร่วมประมูล 5G ด้วยนั้น เพราะการสื่อสารผ่านโครงข่ายดิจิทัล ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับประชาชนในทุกวันนี้ จึงต้องมีกลไกในการแข่งขันทางธุรกิจ สร้างสมดุลไม่ให้มีราคาแพงเกินไป โดยต้องเป็นการมุ่งเน้นเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก   การประมูลโครงข่ายเทคโนโลยี 5G คือประตูสู่การมีเทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ยิ่งประมูลได้เร็ว ก็เท่ากับว่าสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และเพิ่มการจ้างงาน ให้ทันกับผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งจะทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ 190 บริษัทย้ายฐานออกจากประเทศจีนไปยังประเทศใหม่ ประเทศไทยจึงต้องพร้อมมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีอย่าง 5G รองรับการลงทุนนี้ ไม่ให้ฐานการลงทุนย้ายไปเป็นประเทศอื่น   *****************


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.