Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นวิทยากรบรรยายในเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น หัวข้อ "สื่อยุคดิจิทัล...จุดจบหรือเริ่มต้นใหม่" ภายใต้การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมี นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย /ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน เป็นผู้ดำเนินการเวทีสนทนา ณ โรงแรมพาลาสโซ่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 โดย รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า ในยุคปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปไกลมาก ทำให้สามารถเข้าถึงข่าวได้ง่ายขึ้น บางครั้งไม่ต้องมีแหล่งข่าวเป็นตัวบุคคล ก็หาข่าวได้จากสื่อออนไลน์ แต่ด้วยความรวดเร็วจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์และกรองข้อมูลข่าวให้ดีก่อน ทำให้เห็นได้ว่า “ยุคดิจิทัล” ไม่ใช่จุดจบของสื่อมวลชนแน่นอน แต่อยู่ได้ หากรู้จักปรับตัว การเปลี่ยนแปลงตัวเองในเชิงดิจิทัลเทคโนโลยี โดยการที่จะ Transformation สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล การเปลี่ยนวิธีคิด องค์กรต้องเกิดการยอมรับก่อน แล้วสิ่งที่ตามมา คือ บุคลากรต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น   *****************  




                 นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ สวนสันติชัยปราการ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับเนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เพื่อเตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนินเลียบคลองพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ ผู้ร่วมพิธีได้ทำกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การทำความสะอาดบริเวณเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การขัดล้าง ทาสี ทำความสะอาดและทาสีทางเดินริมแม่น้ำ เก็บขยะ กวาดใบไม้ บริเวณสวนสันติชัยปราการต่อเนื่องไปจนถึงเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า   ********************  


                     นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ครั้งที่ 4 (The 4th  ASEAN Ministerial Conference on Cybersecurity) ระหว่างวันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2562 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมี นายเอส อิสวารัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานการประชุม มีรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศจากอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาของอาเซียน รวมทั้งผู้แทนจากสหประชาชาติ เข้าร่วมการประชุมฯ                      รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้หารือประเด็นหลัก คือ แนวทางและกลไกการประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอาเซียนระหว่างเวทีการประชุมต่างๆ เพื่อบูรณาการและกำหนดทิศทางของอาเซียนในเรื่องนี้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงหารือเกี่ยวกับบรรทัดฐานความรับผิดชอบของรัฐบนโลกไซเบอร์ (Norms of Responsible State Behaviour in Cyberspace) ภายใต้ความร่วมมือของสหประชาชาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและหารือในรายละเอียดต่อไป  นอกจากนี้ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัจจุบันไทยได้สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของอาเซียน โดยไทยเป็นที่ตั้งของศูนย์ ASEAN-Japan Cybersecurity Capacity Building Center ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผู้แทนประเทศอาเซียนอาเซียนเดินทางเข้ามาร่วมอบรมเป็นประจำและต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้มีบุคลากรอาเซียนรวมถึงไทยได้รับการอบรมแล้ว 232 คน                      ทั้งนี้ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ได้หารือทวิภาคีกับ Dato Seri Awang Abdul Mutalib รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและสารสนเทศการสื่อสารแห่งบรูไนดารุสซาลาม เพื่อแลกเปลี่ยนแผนและนโยบายการพัฒนาด้านดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกันต่อไป  และมีการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนกฎหมาย กฎระเบียบ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการตกลงที่จะต่ออายุบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านไอซีทีระหว่างไทยกับสิงคโปร์   *********************

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ

                     นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 8 ปี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพฯ โดย พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ร่วมให้การต้อนรับ สำหรับวันที่ 7 ตุลาคม 2562 นี้ เป็นวันครบรอบ 8 ปี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดำเนินการตามภารกิจในการจัดสรรและบริหารคลื่นความถี่ กำกับดูแลกิจการดาวเทียม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม คุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้บริการที่มีมาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม   *******************  

                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมประชุมหารือกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ห้อง Digital1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยที่ประชุมมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.) รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ เชิญชวนให้บริษัทฯ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand Digital Valley ของ DEPA ซึ่งจะเป็นพื้นที่พัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตต่อไป 2.) ขอให้ทางบริษัทฯ ร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงฯ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐต่าง ๆ และเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงขอความร่วมมือให้บริษัทฯ ร่วมกับกระทรวงฯ นำเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตร ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถประยุกต์นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเกิดการแก้ปัญหาทั้ง ecosystem ได้ทั้งระบบ   *******************  

                   นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมประชุมหารือกับคณะผู้บริหาร Google Asia-Pacific ณ ห้องรับรอง1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยที่ประชุมมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1) Google ได้ขยายการลงทุนในเวียดนาม และพิจารณาการลงทุนกับประเทศไทย 2) ขอเรียนเชิญรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมงาน Google for Thailand ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ 2) สำหรับประเด็น Law & Regulation เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสามารถสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยกระทรวงฯ กำลังจะเข้าร่วมประชุมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย   *******************  

                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้ นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลนีหรือ (ปอท.) โดยได้ดำเนินการปิดกั้นข้อมูลที่ไม่เหมาะสมฯ และสืบสวนสอบสวน ติดตามการจับกุม ผู้กระทำผิดฯ โดยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ภายใต้การอำนวยการของ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. , พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. , พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. ได้สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. สืบสวนจับกุม นายนัท (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1328/2562 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ซึ่งได้มีการติดตามการจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในอำเภอเมือง จังหวัดเลย และได้แถลงข่าวผู้ต้องหา มีการปลอม FB ใช้นามสกุลนายกฯ หลอกลวงประชาชน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562  ที่ บก.ปอท. ชั้น4 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ซึ่งผู้ต้องหาชาย 1 ราย ปลอม Facebook โดยใช้นามสกุล นายกรัฐมนตรี (จันทร์โอชา) หลอกลวงขายนาฬิกา โดยไม่มีการส่งสินค้า มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) และฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นจากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และไม่ได้รู้จักกับ นายกรัฐมนตรี เป็นการส่วนตัว   ****************

                     นายขจิต สุขุม ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในงาน eGovernment Forum 2019 ในหัวข้อ “The Role ePartcipation to Improve Citizen’s Involvement in Public Service Delivery จะดีกว่าไหม? หากเราสามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริการประชาชนเป็นรูปแบบ Government-With-You ส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล ประชาชน และภาคเอกชน ส่งเสริมสร้างสรรค์ให้เกิดแพลตฟอร์มในการให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เชื่อมโยง รายงาน ปรึกษาหารือ และแสวงหาแนวคิดใหม่จากสาธารณะได้   ******************  

                       นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ที่ประชุม “คณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” วันนี้ (29 สิงหาคม) สรุปสาระสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เห็นชอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนโดยตรง เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ข่าวที่สร้างความแตกแยกในสังคม ข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ                        2.แนวทางการดำเนินงานโดยเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.แผนการดำเนินงานต่อไป เร่งรัดประสานความร่วมมือในการปฏิบัติกับเครือข่ายเฟซบุ๊ก ไลน์ กูเกิล และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรู 2. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงาน 20 กระทรวง  รวมทั้งอีกกว่า 200 กรมและรัฐวิสากิจ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์คชอป) และ 3.เปิดตัวเว็บไซต์ FACT checking Thailand มีการทำงานในลักษณะออนไลน์ และออฟไลน์                        ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพื่อหนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ในการแก้ไขข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภัยพิบัติ, เศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร-หุ้น , ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และกลุ่มนโยบายรัฐบาล-ข่าวสารที่กระทบสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงในประเทศ                          ในฐานะของประธานคณะกรรมการฯ ชุดนี้ รมว.ดีอี ยังได้เสนอที่ประชุมว่า การตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบข่าวปลอมที่อิงอยู่กับมาตรฐานของ “เครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ” (International Fact-Checking Network – IFCN)” ซึ่งได้กำหนด“ชุดหลักการ” (code of principles) ของเครือข่ายไว้ประมาณ 5 ข้อ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกที่มีการทำงานด้านต่อต้านและป้องกันข่าวปลอมใช้อยู่ ได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน เป็นต้น รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกด้วย                          สำหรับชุดหลักการ ที่คาดว่าจะใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข่าวปลอมที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินต่อประชาชน สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม ตลอดจนข่าวที่ทำลายภาพลักษณ์ต่อประเทศ จะครอบคลุมหัวข้อ ได้แก่ ความเที่ยงธรรมและความปราศจากอคติในการคัดเลือกข่าว, ความเป็นส่วนบุคคลกับสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว, การขัดกันด้านผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง, ให้ความเป็นธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิงและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเท่าเทียมกัน, สามารถอธิบายกระบวนการการพิสูจน์ การตรวจสอบ แหล่งที่มาของบทความและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้, มีความรู้เกี่ยวกับข่าวนั้นๆ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เป็นหน่วยงานที่อิสระ ไม่ขึ้นต่ออิทธิพลของหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ เป็นต้น                             “หากประเทศไทยเดินเข้าสู่มาตรฐาน IFCN ได้ ก็จะทำให้สามารถเข้าสู่แพลตฟอร์มโซเชียลระดับโลกของเอกชนได้ด้วย เมื่อมีแจ้งผลการตรวจสอบข่าวปลอม และยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งมีตัวแทนร่วมอยู่ในคณะกรรมการฯ ก็จะได้รับความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และสกัดกั้นการแพร่กระจายข่าวปลอมที่สร้างผลกระทบและความเสียหายในวงกว้าง ดังนั้น จะสนับสนุนให้ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างครบถ้วน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ว่าประเทศไทย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม และมีกระบวนการที่สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชนในการทำงานด้านนี้ โดยมุ่งให้ได้มาตรฐานสากล” นายพุทธิพงษ์กล่าว                            สำหรับกรอบเวลาในการเปิดศูนย์ฯ อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าไว้ไม่เกินวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยระหว่างนั้นเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากทุกกระทรวง และทุกกรม/รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนตัวแทนสื่อมวลชนทุกภาคส่วน เข้ามาจัดกลุ่มทำเวิร์คชอปเป็น 4 กลุ่มตามชุดของคณะอนุกรรมการฯ สร้างให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน                            ในกิจกรรมดังกล่าวจะมีผู้ที่มีรายชื่อเป็น บุคคลที่ติดต่อได้ (Contact Persons) ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงตัวแทนจากแพลตฟอร์มโซเชียลต่างประเทศมาร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร และการยืนยันผลกระทบถึงประชาชน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สื่อสารถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างกระชับ ได้ใจความ และรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง                           ทางด้านส่วนของการเปิดเวทีสาธารณะ จะเปิดให้สื่อมวลชน และผู้สนใจเข้ามาสอบถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้คำเสนอแนะสำหรับการทำงานของศูนย์ฯ แห่งนี้ โดยเป็นกิจกรรมที่จะทำก่อนการเปิดศูนย์ในวันที่ 1 พฤศจิกายนี้                         “ทั้งขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างจากทุกาคส่วนผ่านการเปิดเวทีสาธารณะ และขั้นตอนการจัดทำกิจกรรมเวิร์คชอปทั้งสองด้านนี้ต้องทำควบคู่กันไป” รมว.ดีอีกล่าว                          สำหรับแนวทางเพื่อสร้างแนวร่วมในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญ ที่จะสามารถเป็นแนวร่วมในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม นอกเหนือจากเตรียมไปหารือเพิ่มเติมกับไลน์ เฟซบุ๊ก และกูเกิล ยังเตรียมหารือกับผู้ให้บริการมือถือทุกรายของไทย เพื่อเข้ามาทำงานร่วมกันด้วย เพราะเป็นภาคส่วนที่สำคัญมาก สื่อสารกับลูกค้าโดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้น หากสามารถหาแพลตฟอร์มที่ไปถึงลูกค้าให้มาช่วยเผยแพร่ข่าวที่ได้รับการยืนยันแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนเพราะสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว   *******************

                        ‘ดีอี’ เคาะตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด หนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) เฝ้าระวัง กลั่นกรอง และแก้ข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภัยพิบัติ, เศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร-หุ้น , ผลิตภัณฑ์สุขภาพ-สินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และกลุ่มนโยบายรัฐบาล-ข่าวสารที่กระทบสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงในประเทศ                      นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า วันนี้ (29  สิงหาคม) ได้มีการประชุมความคืบหน้าการจัดตั้ง “คณะกรรมการประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน” เพื่อสนับสนุนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนตุลาคมนี้                      โดยที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อจัดกลุ่มดำเนินงานให้ครบถ้วน และครอบคลุมประเด็นปัญหาข่าวปลอม ตลอดจนความมีประสิทธิภาพในการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่อยู่ในกระแสสังคมออนไลน์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว เขื่อนแตก สึนามิ ไฟไหม้ 2.กลุ่มเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร/หุ้น 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น และ 4.กลุ่มนโยบายรัฐบาล/ข่าวสารทางราชการ/ความสงบเรียบร้อยของสังคม/ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ                         นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือกันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวปลอม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ใช้อยู่ โดยในส่วนของเฟซบุ๊ก กำหนดนโยบายที่เรียกว่า มาตรฐานชุมชน (Community Standards) เป็นกฎเกณฑ์กำกับดูแลการใช้งาน ขณะที่ บริษัท กูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของยูทูบ แพลตฟอร์มวิดีโออันดับ 1 ของโลก มีการกำหนดหลักเกณฑ์ชุมชน (Community Guidelines)                        ดังนั้น ถ้าหลักเกณฑ์ของประเทศไทยจัดทำได้สอดคล้องกับสากล การยืนยันข่าวปลอมของศูนย์ Anti-Fake News ก็จะได้รับการยอมรับจากแพลตฟอร์มโซเชียลเหล่านั้นด้วย และเป็นอีกช่องทางในการแจ้งข้อมูลที่ถูกต้อง และระงับการเผยแพร่ข่าวปลอมได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง                        รมว.ดีอี กล่าวอีกว่า  ในที่ประชุมยังพิจารณาความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต่อการป้องปรามข่าวปลอมทางโลกดิจิทัล เพื่อสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม                         “รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ข่าวอันเป็นเท็จที่เป็นกระแสสังคมทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงในหลายกรณี ทั้งด้วยความตั้งใจของผู้ส่งข่าวสารที่หวังผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมหรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรืออาจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดวิจารณญาณในการตรวจสอบกลั่นกรองก่อนส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้ผู้อื่น” นายพุทธิพงษ์กล่าว                         ทั้งนี้ บทบาทศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) จะทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และรับแจ้งข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เผยแพร่อยู่ในสังคม ผ่านช่องทางหลักๆ ของศูนย์ฯ ได้แก่ เว็บไซต์, เพจเฟซบุ๊ก และไลน์ออฟฟิเชียล (Line Official) เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบในคณะอนุกรรมการฯ เข้ามาคัดกรองข่าวปลอมทางออนไลน์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายใน 4 กลุ่มหลักข้างต้น เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/หน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย และทำการแจ้งเตือน/นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้หน่วยงานและประชาชนได้รับทราบโดยตรงอย่างทันท่วงทีผ่านทุกช่องทางที่มีอยู่ รวมถึงผ่านกลไกภาคสื่อสารมวลชน เครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน   ***********************

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.