Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก (Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific: CPTA) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่  8 - 9 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และกรมศุลกากร    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก UN ESCAP ที่เข้าร่วมภาคีความตกลงฯ โดยประเทศไทยเป็นประเทศล่าสุด จาก 15 ประเทศที่เข้าเป็นภาคีความตกลงฯ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ประชุมดังกล่าวได้หารือการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะช่วย เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศและมีมาตรฐานสากลในภูมิภาค   ในโอกาสนี้ รองปลัดดีอี ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย แสดงความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมการค้าดิจิทัลและการค้าไร้กระดาษข้ามพรมแดน ทั้งการพัฒนากฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และบริการดิจิทัลที่ได้มาตรฐานสากล  

วันที่ 8 มิถุนายน 69 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบกระทู้ถามสดของที่ประชุมวุฒิสภา ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ เรื่อง “ความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport” และ “มาตรการจัดการปัญหาสื่ออนาจาร เว็บพนันออนไลน์ และภัยบนโลกดิจิทัล”   นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport แม้จะถูกมองว่าเป็นโครงการเร่งด่วน แต่กระบวนการทั้งหมดดำเนินการตามขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตามปกติ พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้คนไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างทั่วถึง   สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่อง เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้การใช้งาน AI อย่างเป็นระบบ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ รวมถึงข้าราชการ ซึ่งจะสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ THAI ID ได้ทั่วประเทศ   ในส่วนกรณีเรื่องการประชาสัมพันธ์ผ่านร้านสะดวกซื้อนั้น ถือเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่ช่องทางเดียวเท่านั้น เนื่องจากโครงการนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างการรับรู้โครงการได้อย่างทั่วถึง ขณะที่การเปิดประมูลและจัดทำ TOR ก็เป็นไปตามระเบียบราชการ โดยพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด   รมช.ดีอี ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องมาตรการปิดกั้นคลิปลามกอนาจารและเว็บพนันออนไลน์ ว่า กระทรวงดีอีได้ติดตามและเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารแล้วกว่า 20,000 รายการ พร้อมประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ   นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแนวทางการนำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับและบริหารจัดการเนื้อหาผิดกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองประชาชน และกระทรวงดีอี ได้เตรียมการเร่งรัดการปรับปรุงกฎหมายด้านดิจิทัลหลายฉบับที่จำเป็น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมมือกับ สำนักงาน กสทช. เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น   ด้านประเด็นการคืนเงินความเสียหายจากคดีออนไลน์กว่า 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากมีการเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นี้    “สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง “ความยุติธรรมที่เท่าเทียม” ให้ประชาชน โดยกระทรวงดีอี เร่งรัดติดตามและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” รมช.ดีอี กล่าวในตอนท้าย   --------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครบรอบ 28 ปี “การเลือกตั้งที่เป็นกลาง โปร่งใส เที่ยงธรรม และมีส่วนร่วม” พร้อมร่วมสมทบทุนแก่กองทุนสวัสดิการภายในสำนักงาน กกต. โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B)

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,496 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,716 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,714 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ประเด็นการปล่อยโฆษณาหลอกลวงและมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์ม   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ MMC Liv Plus มีสรรพคุณฟื้นฟูตับ และช่วยลดไขมันในตับ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สมบูรณ์ สามารถลงทะเบียนใหม่ได้   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน พับหูข้างละ 50 ครั้ง ทำทั้ง 2 ข้าง ช่วยบรรเทาอาการปวดกลางหลัง ปวดหัว สมองไม่โล่ง   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไปทำงานเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านเฟซบุ๊ก ศุภลักษณ์ ลาวเครือ   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับจองคิวทำและต่อใบขับขี่ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ user8615842554429   สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบประกาศราชกิจจานุเบกษา(https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/113758.pdf) ยืนยันว่าเป็น “ข่าวจริง”    ทั้งนี้ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เพื่อป้องกันการนำแพลตฟอร์มไปใช้ในการหลอกลวงหรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี   ขณะเดียวกันกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาจะต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสารที่เชื่อถือได้ เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองนิติบุคคล รวมถึงอาจใช้ระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลตามมาตรฐานที่กำหนด   นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณาและข้อมูลติดต่อที่จำเป็น เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามตัวบุคคลได้หากเกิดปัญหาหรือมีการกระทำผิดกฎหมาย โดยต้องเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างน้อย 90 วันหลังสิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา   มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการโฆษณาออนไลน์ และช่วยลดปัญหาการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/ ------------------------------------------------------------------------

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม “12th Asia-Pacific Trade Facilitation Forum x Paperless Trade Week 2026” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)      นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากประเทศภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าไร้กระดาษข้ามพรมแดนในเอเชียและแปซิฟิก (Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific: CPTA) จำนวน 15 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน      ในโอกาสนี้ รมว.ดีอี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ตามนโยบายรัฐบาล “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” ซึ่งการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาคและระดับโลก      ขณะเดียวกันการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง CPTA อย่างเป็นทางการ จะช่วยยกระดับกลไกความร่วมมือทางการค้าและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ข้อมูล การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ภายใต้การคำนึงถึงธรรมาภิบาลที่ดี การสามารถทำงานร่วมกันได้ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และความเท่าเทียมของภูมิภาค

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับ พญ.ณิชาภา สวัสดิกานนท์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ถึงแนวทางการยกระดับการคุ้มครองคนไทยจาก “ภัยหน้าจอ” โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน  พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการยกระดับการคุ้มครองคนไทยจาก “ภัยหน้าจอ”  ณ ห้อง 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    ทั้งนี้จากการรายงานสถานการณ์ที่ผ่านมาพบว่า สื่อออนไลน์ มีผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเด็กในด้านพฤติกรรมและระดับสติปัญญา ดังนั้นที่ประชุมได้พิจารณาถึงการยกระดับ “ภัยหน้าจอ” และความปลอดภัยทางดิจิทัลของคนไทย เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งในการใช้สื่อที่เหมาะสม และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในการใช้งาน เพิ่มความครอบคลุมของประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางจิตใจจากภัยออนไลน์ พัฒนากรอบมาตรฐานระดับชาติว่าด้วยการใช้หน้าจอที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันดูแลช่วยเหลือคนไทยจากภัยหน้าจอ มุ่งสู่การสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยต่อสุขภาพจิต

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้าน อาชญากรรมไซเบอร์ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference   การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการติดตามความคืบหน้าและหารือแนวทางการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศ

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม “12th Asia-Pacific Trade Facilitation Forum x Paperless Trade Week 2026” (APTFF) พร้อมด้วย นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร    นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุม APTFF ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Next Generation Trade Digitalization: Advancing Digital and Sustainable Trade Facilitation” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและท้าทายอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจใน 2 มิติหลัก คือ    1.การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการค้าโลก ที่เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ การให้บริการของภาครัฐ ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจข้ามพรมแดนอย่างสิ้นเชิง    2.ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นต่อระบบการค้า เพราะการค้าในยุคถัดไปไม่เพียงแต่จะต้องขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องมีความทั่วถึง ยืดหยุ่น ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความน่าเชื่อถือ   ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับ Digital Transformation ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งพัฒนากรอบกฎหมายรองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการค้าดิจิทัล, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูล (Interoperability), การส่งเสริมแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการค้า โดยเฉพาะสำหรับ SMEs, การผลักดันการค้าปลอดเอกสาร (Paperless Trade) และการใช้ข้อมูลดิจิทัลข้ามพรมแดน เพื่อการบูรณาการร่วมกันในระดับภูมิภาค และการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต   “รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยกำหนดให้เป็นหัวใจหลักของวาระทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านแนวนโยบายขับเคลื่อนสำคัญคือ “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” ซึ่งในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงในด้านการค้าและการลงทุนรอบด้าน พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่ได้รับความเชื่อถือ (Trusted Digital Hub) ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอย่างเต็มตัว” นายไชยชนก กล่าว    -----------------------------------------------------------

เกาะติดมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่แฟนบอลทั่วโลกตั้งตารอคอย ที่กำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ขณะที่โลกออนไลน์เริ่มคึกคักไปด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับฟุตบอล ทั้งการวิเคราะห์ทีมเต็ง โปรแกรมการแข่งขัน การทายผล ไปจนถึงการลงทุนและการพนันออนไลน์ รวมไปถึง การจองที่พัก ซึ่งกลายเป็น “โอกาสทอง” ของมิจฉาชีพในการหลอกลวงประชาชน   ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 เตือนประชาชนให้ระมัดระวัง “โจรออนไลน์” ที่อาศัยกระแสฟุตบอลโลกเป็นเครื่องมือหลอกลวง ซึ่งมีแนวโน้มระบาดหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา   ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งปิดกั้นเพจ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์พนันผิดกฎหมายตามคำสั่งศาล รวมถึงประสานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดำเนินการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง   ในปีงบประมาณ 2569 ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (8 เดือน) มีการปิดกั้นแล้วรวม 673,699 รายการ แบ่งเป็น • ปิดกั้นตามคำสั่งศาล 635,717 รายการ • ประสานแพลตฟอร์มปิดกั้น 37,982 รายการ   เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 ปิดกั้น URL พนันผิดกฎหมายได้ถึง 78,796 รายการ เพื่อป้องกันประชาชนและแฟนบอลจากภัยออนไลน์   บทความนี้จึงรวบรวมรูปแบบกลโกงและวิธีป้องกันตัวเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้และส่งต่อเตือนภัยคนใกล้ตัวได้   3 รูปแบบกลโกงหลักที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวง   • เว็บพนันและลงทุนปลอม สร้างแพลตฟอร์มเก็งกำไรผลการแข่งขันหรือชวนลงทุนเก็งกำไรในเหรียญที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก World Coin หรือ WLD  ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือทายผลบอลที่แฝงมัลแวร์ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนเก็งกำไรในเหรียญที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก World Coin หรือ WLD     • สินค้าที่ระลึกปลอม / สินค้าลอกเลียนแบบลดราคา มิจฉาชีพโฆษณาขายเสื้อบอล อุปกรณ์กีฬา หรือของที่ระลึกปลอม หรือสินค้าลอกเลียนแบบโดยลดราคากระหน่ำ (80-90%) เพื่อล่อใจให้เหยื่อกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือโอนเงิน   • หลอกขายตั๋วและแพ็กเกจที่พัก มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์หรือเพจโซเชียลมีเดียเลียนแบบเว็บทางการ โดยอ้างว่ามีโปรโมชันตั๋วเข้าชมลดราคาหรือห้องพักราคาถูกเพื่อหลอกให้โอนเงินมัดจำ เมื่อโอนเงินไปแล้วไม่ได้ตั๋วจริงและถูกเชิดเงินหนี    วิธีป้องกันตนเองจากภัยออนไลน์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ   1. ตรวจสอบชื่อโดเมน (URL) สังเกตตัวสะกดของเว็บไซต์อย่างละเอียด มิจฉาชีพมักใช้ชื่อคล้ายคลึงกับเว็บทางการแต่สลับตัวอักษรหรือใช้ ดอท (Dot) ต่อท้ายแปลกๆ   2. เลี่ยงข้อเสนอที่ถูกเกินจริง หากเจอสินค้าลดราคา (80-90%) หรือตั๋วการแข่งขันที่หาซื้อไม่ได้แล้วแต่เอามาขายราคาถูก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ   3. อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอม ไม่คลิกลิงก์จาก SMS อีเมล หรือโฆษณาบนโซเชียลมีเดียที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน เพราะเสี่ยงต่อการโดนฝังมัลแวร์   4. ซื้อจากช่องทางทางการเท่านั้น เลือกซื้อตั๋ว หรือจองที่พัก หรือสินค้าลิขสิทธิ์ ควรทำผ่านทางเว็บไซต์ทางการของ FIFA หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตโดยตรงเท่านั้น   ดังนั้นหากพบเหตุการณ์น่าสงสัย ให้ยึดหลัก "4 ไม่" คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อความปลอดภัยและไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ แต่หากได้รับผลกระทบจากการหลอกลวง สามารถแจ้งศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อระงับบัญชีธนาคารให้เร็วที่สุด   ฟุตบอลโลกอาจเป็นเทศกาลแห่งความสุขและความสนุกของแฟนบอลทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็กลายเป็น สนามทำเงิน สร้างรายได้มหาศาลของโจรออนไลน์เช่นกัน การรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเชียร์ฟุตบอลได้อย่างสบายใจ ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในช่วงฟุตบอลโลก 2026 นี้ อย่างแน่นอน    ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลส่งเสริม และยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยเพื่อรองรับการเติบโตของการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบ VDO Conference


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.