Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล งานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจ ในวาระครบ 100 ปี โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานในพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงฯ (Top Executives) ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย   นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของมาตรการลดการใช้พลังงานของหน่วยงานในสังกัด และการจัดเตรียมโครงการต่างๆ เช่น AI Passport เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทย การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลด้านสวัสดิการประชาชน พร้อมจัดเก็บเป็นข้อมูลในรูปแบบ Digital ID นำไปสู่การสร้าง ONE ID ต่อไป ฯลฯ   ขณะเดียวกันจากสถานการณ์ของการเกิดแผ่นดินไหว และฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน ตนจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมแนวทางและมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือหากเกิดภัยพิบัติโดยให้ กรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) ดำเนินการติดตามข้อมูลด้านอุตุฯ เร่งสร้างการรับรู้ ยกระดับการพยากรณ์อากาศ พร้อมบูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำข้อมูลมาใช้แจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที   ในส่วนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  (สสช.) ได้มอบหมายให้มีการจัดทำมาตรฐานกลางการจัดเก็บข้อมูลภัยพิบัติ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และพัฒนาระบบคลังข้อมูลสาธารณภัยแห่งชาติ ทั้ง ข้อมูลด้านการแจ้งเตือนภัย การจัดเก็บข้อมูลผู้อพยพ ผู้ประสบภัย และความเสียหาย ข้อมูลศูนย์พักพิง และข้อมูลการฟื้นฟูหลังได้รับผลกระทบ พร้อมเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป   ด้านบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT  ได้นำเสนอโครงการจัดสร้างโครงข่ายสื่อสารเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ (PSMN) โดยยกระดับการใช้งานคลื่นความถี่ 850 MHz ที่ได้รับจาก กสทช. ร่วมกับโครงข่าย 700 MHz ที่มีอยู่ของ NT เป็นคลื่นสื่อสารเพื่อการแจ้งเตือน เฝ้าระวังและบรรเทาสาธารณะภัย ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะดำเนินการติดตั้ง 350 ฐาน ใน 253 อำเภอ 75 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภัยพิบัติ และพื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น, นครราชสีมา, สงขลา, ภูเก็ต และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ,ชลบุรี และระยอง)  โดยบูรณาการข้อมูลจากสถิติย้อนหลัง 8 ปีของ ปภ. และข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)    สำหรับโครงข่ายดังกล่าวจะเป็นลักษณะการ Roaming เพื่อให้ครอบคลุมและมีเสถียรภาพสูงสุด โดยสถานีฐานทุกแห่งจะมีระบบสำรองไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และสำรองการเชื่อมโยงด้วยระบบดาวเทียม (Satellite Backhaul) ในสัดส่วน 10% เพื่อการสื่อสารที่ต่อเนื่อง แม้ในสภาวะที่โครงข่ายหลักล่ม พร้อบกับการพัฒนาแอปพลิเคชัน รองรับการสื่อสารแบบ Mission Critical Push-to-Talk (MCPTT), Talk Group, VideoSurveillance สำหรับเจ้าหน้าที่ และเป็นช่องทางให้ประชาชนรายงานการขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัด   “ดีอี ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลด้านการแก้ไขปัญหา และจัดเตรียมมาตรการรับมือภัยความมั่นคงและภัยธรรมชาติ โดยบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้ความสำคัญต่อการแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมรับมือสถานการณ์ การให้ความช่วยเหลือ และเร่งฟื้นฟูในภาวะที่สถานการณ์ภัยพิบัติได้เริ่มคลี่คลาย เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานกลางของการป้องกันรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบต่อไป” รมว.ดีอี กล่าว   --------------------------------------------------------------------------


นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึง กรณีการปราบปรามแอปพลิเคชันสินเชื่อเงินกู้ผิดกฎหมาย และเว็บไซต์หรือ URL ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ว่า กระทรวงดีอี มีการทำงานอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่   1.เชิงรุกโดยการใช้อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 20 วรรคสอง ในการตรวจจับเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่างๆที่มีข้อมูลว่าเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย เมื่อตรวจพบจะมีการส่งเรื่องไปที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบว่า แอปเหล่านั้นจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้อง กระทรวงดีอี จะส่งคำร้องไปที่ศาลให้มีคำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ หรือแอป เหล่านั้น ไปยัง Store หรือผู้ให้บริการ (ISP)   2. การดำเนินการปิดกั้นตามที่หน่วยงานคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ สศค. แจ้งมา โดยกระทรวงดีอี จะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานว่ามีองค์ประกอบครบถ้วนที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาล อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 20 (3) หรือไม่ ก่อนส่งคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งปิดกั้น   สำหรับในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ เดือนกุมภาพัน์ 2568 – 20 พฤษภาคม 2569) ธปท. ได้ส่งรายชื่อของแอปฯ มาให้กระทรวงดีอี ส่งคำร้องขอปิดกั้นต่อศาลแล้วเป็นจำนวน 79 แอป ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ส่งให้ สศค. ตรวจสอบว่ามีการจดทะเบียนหรือไม่ และได้รับผลการตอบกลับมา 57 แอป จากนั้นกระทรวงดีอีจะส่งคำร้องให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายไปยัง Store โดยนำรายการที่เป็นสินเชื่อรายย่อยออกแล้ว จำนวน 57 รายการ   นอกจากนี้กระทรวงดีอี ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกปิดกั้นเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งปิดกั้นแล้วเป็นจำนวน 1,466 URLs ( ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 – 17 พ.ค.69)   ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่า “สแกมเมอร์” ได้หลอกลวงประชาชนให้กู้เงินในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมักจะใช้คำเชิญชวนผ่านช่องทาง เว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดีย โดยใช้ข้อความชวนเชื่อว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้” เมื่อหลงเชื่อแล้วอาจทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเลขบัญชีธนาคาร หรือสูญเสียทรัพย์สินโดยการหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำ หรือเงินค้ำประกัน    “ขอเตือนประชาชน เรื่องการกู้เงินผ่านแอปต่างๆ จะต้องตรวจสอบก่อนการใช้บริการ ซึ่งสามารถตรวจสอบชื่อแอปเงินกู้ที่มีการลงทะเบียนถูกต้องได้ที่ เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเสิร์ช พิมพ์คำว่า “เช็กแอปเงินกู้” เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องก่อนใช้บริการ ขณะที่กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ตร. กสทช. ปปง. ธปท. ฯลฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนเกิดหลงเชื่อโอนเงินค่ามัดจำ หรือค่าธรรมเนียมต่างๆไปแล้ว สามารถแจ้งระงับบัญชีได้ทันทีที่ AOC 1441 ตลอด 24 ชม.” รมช.ดีอี กล่าว   ------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลส่งเสริม และยกระดับโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความมั่นคง โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) NT พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

          22 พฤษภาคม 2569 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดการประชุมคณะกรรมการจริยธรรมประจำสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางเมธีนี เทพมณี ประธานคณะกรรมการจริยธรรมฯ และกรรมการจริยธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการประชุมเพื่อร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมจริยธรรม และขับเคลื่อนมาตรการนวัตกรรมทางสังคมในการเสริมสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผ่าน (ร่าง) รายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมจริยธรรม ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 6 เดือน ซึ่งผลการประเมินในรอบครึ่งปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการปลูกจิตสำนึก การปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการ และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบาย No Gift Policy ที่มีความเข้มงวด ทั้งนี้ คณะกรรมการจริยธรรมฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและขับเคลื่อนกิจกรรมในอีก 6 เดือนข้างหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดตามยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอวาระพิเศษเพื่อการปฏิรูปและยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร โดยเป็นการนำเสนอแนวคิด “ระบบเครดิตคุณธรรม” (Moral Credit) ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เข้าร่วมนำเสนอและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คณะกรรมการจริยธรรมฯ             สำหรับแนวคิด “ระบบเครดิตคุณธรรม (Moral Credit)” เป็นเครื่องมือและนวัตกรรมทางสังคมสมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อรองรับ บันทึก และส่งเสริมพฤติกรรมการทำความดี การอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการมีจิตสาธารณะของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากกลไกตั้งรับที่เน้นการควบคุมและบทลงโทษ มาเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อสร้างระบบแรงจูงใจที่จะช่วยส่งเสริมให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยืนหยัดในความถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่าการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะได้รับการมองเห็น ได้รับการเชิดชูเกียรติ และได้รับการคุ้มครองดูแลจากองค์กร

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,870 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 10,217 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 10,216 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 1 ข้อความ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทยต้องงดใช้พื้นที่เกษตรเหมือนกัมพูชา ในพื้นที่อ้างสิทธิและพื้นที่นอกเส้นแดงอธิปไตยไทย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. ทำงานแค่ตอนเลือกตั้ง แต่เงินเดือนหลักแสน   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง มหาวิทยาลัยมหิดล ทำคลิปให้อธิการบดีแชร์ความรู้ด้านสุขภาพ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง EU อนุมัติ Visa Cascade มาตรการใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกคนไทยในการขอวีซ่าเชงเกน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม ไทยขออิหร่านเปิดทางให้เรือไทยอีก 2 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้สำเร็จ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวอิสราเอลในไทย สามารถรับทำวีซ่า เอกสาร ให้ชาวอิสราเอลย้ายมาอยู่ถาวรในไทยได้   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวอิสราเอลในไทย สามารถรับทำวีซ่า เอกสาร ให้ชาวอิสราเอลย้ายมาอยู่ถาวรในไทยได้   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน เรื่อง “ไทยต้องงดใช้พื้นที่เกษตรเหมือนกัมพูชา ในพื้นที่อ้างสิทธิและพื้นที่นอกเส้นแดงอธิปไตยไทย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยจากกรณีที่ชาวบ้านกัมพูชารุกล้ำเข้ามาทำการเกษตรฝ่ายไทย ซึ่งกองกำลังบูรพาได้เจรจาและให้ดำเนินการยุติการทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ในส่วนข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาที่ให้ประชาชนไทยยุติการทำเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวนั้น ฝ่ายไทยยืนยันว่าประชาชนไทยสามารถทำการเกษตรในเขตไทยได้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------------

รมว.ดีอี ร่วมการประชุมบอร์ดพัฒนารัฐบาลดิจิทัล มุ่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐ   วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล    ในที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2570 – 2575 ซึ่งเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการยกระดับการให้บริการภาครัฐในยุคดิจิทัล มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “รัฐบาลดิจิทัลที่สะดวก มั่นใจ และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน” ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การยกระดับบริการดิจิทัลภาครัฐ การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐ   #DE  #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

รมช.ดีอี ร่วมพิธีลงนาม MOU การพัฒนาระบบงานราชทัณฑ์ด้วยดิจิทัล   วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนางานราชทัณฑ์ โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 อาคาร 9 NT สำนักงานแจ้งวัฒนะ   การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านกรมราชทัณฑ์สู่การทำงานรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องตอบโจทย์การทำงานได้จริง ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในการบริหารงานราชทัณฑ์ที่ต้องดูแลคนจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว แม่นยำ และถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล   #DE  #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รมว.ดีอี หารือ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ด้านความร่วมมือเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ   วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Otaka Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ พร้อมร่วมหารือในประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการภัยพิบัติ แนวปฏิบัติเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ และความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และผู้ที่เกี่ยวของเข้าร่วม ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #DE  #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ร่วมหารือเรื่องความเท่าเทียมด้านดิจิทัลและอีสปอร์ต กับหม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา ศิริวัฒนาพรรณวดี และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา และพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน และคณะ เพื่อผลักดันส่งเสริมสร้างความเท่าเทียมด้านดิจิทัลและอีสปอร์ตสำหรับเยาวชน โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,895 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,884 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,882 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 29 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง กรมควบคุมมลพิษเตรียมจัดพิธีสาบานตน ประกาศความโปร่งใส อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สินเชื่อออมสิน ให้ยืมสูงสุด 1 ล้านบาท รับยอดทันที ติดต่อได้ที่เพจ Lease it Thailand 708 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง กฟภ. ยกระดับบริการ ให้ติดต่อไลน์เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าสัมพันธ์ได้โดยตรง อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง กวาดล้าง 5 แอปเงินกู้ออนไลน์ ผิดกฎหมาย แอบอ้างหน่วยงานรัฐ อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียน 25-29 พ.ค. 69 นี้ อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผ่าน 6 สัปดาห์หลังคลอดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อติดตามการฟื้นตัวอีก อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารไทยได้ลักลอบปักเสาเขตใหม่ รุกล้ำเข้าไปในอธิปไตยของกัมพูชา สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม เรื่อง “กรมควบคุมมลพิษเตรียมจัดพิธีสาบานตน ประกาศความโปร่งใส” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการจัดเตรียมหรือประกาศใดในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ใช้หลักความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติงาน ทั้งในการนำเสนอวิชาการ การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการทดสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในห้องปฏิบัติการ โดยยึดมั่นในการปฏิบัติงานด้วยหลักวิชาการ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานขององค์กรมากว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -------------------------

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในการส่งต่อ นำจ่าย และการดำเนินงานตามโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมีผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ. ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ที่ทำการไปรษณีย์ลำปาง จ.ลำปาง    โดย รมช.ดีอี ได้เน้นย้ำให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระค่าครองชีพ ในการจัดจำหน่าย และกระจายสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาถูก ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเพิ่มบริการการจัดส่งสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านการสั่งซื้อทางออนไลน์บนแพตฟอร์ม “ThailandPostmart” เพิ่มเติม นอกจากการกระจายสินค้าให้กับเครือข่ายรถพุ่มพวง ซึ่งถือเป็นการยกระดับการดำเนินโครงการให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกครัวเรือน  

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ในการส่งต่อ นำจ่าย และการดำเนินงานตามโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมีผศ.(พิเศษ) ดร. นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ที่ทำการไปรษณีย์ลำปาง จ.ลำปาง     นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้ตนติดตามการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระค่าครองชีพ ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ผ่านสาขาของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ซึ่งมีอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เข้าถึงประชาชนในทุกครัวเรือน   ทั้งนี้ ปณท มีจุดแข็งที่อยู่เหนือผู้ประกอบการอื่นๆ คือ ความเป็น “แบรนด์ รอยัลตี้” (Brand Loyalty) ที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในบริการนำส่งสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เกิดความเสียหาย หรือตกหล่นระหว่างการขนส่ง นี่คือจุดแข็งของ ปณท สามารถต่อยอดไปสู่การยกระดับบริการ สร้างการรับรู้ถึงการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าต่างๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมการพัฒนาชุมชนในเรื่องของสินค้า OTOP และสินค้าชุมชน รวมถึงสินค้า SMEs จากผู้ประกอบการไทยบนแพลตฟอร์ม ThailandPostmart   ขณะเดียวกัน จากการสำรวจผลดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระค่าครองชีพ พบว่าพื้นที่ซึ่งไม่มีสาขาของผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด จะมีสินค้าจัดจำหน่ายที่ไม่หลากหลาย มีตัวเลือกสินค้าที่จำกัดให้กับประชาชน ดังนั้น ปณท จึงต้องทำหน้าที่เป็นจุดจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลายในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งประชาชนสามารถสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม “ ThailandPostmart” ซึ่งมีทั้งสินค้าตามโครงการไทยช่วยไทย ของฝาก สินค้า OTOP สินค้าทางการเกษตร (ผลไม้) สินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ด้วยบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกครัวเรือน  ----------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.