Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมการประชุมสภาบริหาร (Council of Administration) ของสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union: UPU)ประจำปี ค.ศ. 2026 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 4 - 8 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ UPU กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส ในฐานะสมาชิกสภาบริหารของภูมิภาค Southern Asia and Oceania เพื่อรับทราบและร่วมพิจารณาประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ แผนงานและยุทธศาสตร์ปี 2026 - 2029 แนวทางการปฏิรูปภาคไปรษณีย์ภายใต้ยุทธศาสตร์รอบปี 2026 - 2029 การจัดตั้งกลุ่มงานถาวรด้านการปฏิรูปภาคไปรษณีย์ (Postal Sector Reform Standing Group - PSR SG) และแผนพัฒนาภูมิภาคสำหรับปี 2026 - 2029   ในโอกาสนี้ นางสาวกัลยาฯ ได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในการส่งเสริมบทบาทของสำนักงานภูมิภาคของ UPU ซึ่งไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศในภูมิภาคได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนแผนงานด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความช่วยเหลือฉุกเฉิน เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกขนาดเล็กประสบปัญหาภัยพิบัติจำนวนมาก   ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสภาบริหารมีจำนวนทั้งสิ้น 41 ประเทศ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประเทศสมาชิก UPU จำนวน 192 ประเทศ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ค.ศ. 2026 – 2029)  

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ  หัวข้อ “Aligning AI Vision: Sharing Thailand’s AI Policy and Roadmap” ในงาน Huawei Thailand Partner Summit 2026 ณ โรงแรม The Ritz Carlton กรุงเทพฯ    สำหรับงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสจากเทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศพันธมิตรในประเทศไทย    ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนา AI ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ ครอบคลุม และพร้อมรองรับอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล AI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายมิติ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI กับเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงนโยบายพัฒนา ThaiLLM เพื่อหนุน AI สัญชาติไทยในการต่อยอดเทคโนโลยีในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศณษฐกิจดิจิทัลและ AI ของอาเซียน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานร่วมกับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” และพบปะประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีเมืองใหม่ อ.พิบูลมังสาหาร  อ.สว่างวีระวงศ์และอ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยพี่น้องประชาชนลดค่าครองชีพ โดยจัดสรรพื้นที่ของที่ทำการไปรษณีย์อำเภอทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน และ OTOP ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทย    สำหรับที่ทำการไปรษณีย์ทุกอำเภอ เป็นพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในทุกวันและเวลาทำการ รวมทั้งจำหน่ายสินค้าราคาส่งให้กับรถพุ่มพวง เพื่อกระจายการจัดจำหน่ายให้กับประชาชนในหมู่บ้านทุกพื้นที่ในราคาถูก พร้อมกับจัดตลาดนัดท้องถิ่นในพื้นที่ของที่ว่าการอำเภอในวันศุกร์ของทุกสัปดาห์

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานร่วมกับ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” และพบปะประชาชนในพื้นที่ อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอสว่างวีระวงศ์ และอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลดค่าครองชีพ โดยใช้พื้นที่ของที่ทำการไปรษณีย์อำเภอทั่วประเทศ จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชน และจัดจำหน่ายสินค้าราคาส่งให้กับรถพุ่มพวง เพื่อช่วยกระจายสินค้าราคาถูกให้ประชาชนในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) พบว่า ประชาชนให้ความสนใจ และสนับสนุนโครงการดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งโครงการนี้ช่วยให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาถูกกว่าท้องตลาด ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน จากการหารือกับ รมช.มหาดไทย ได้ข้อสรุปว่า กระทรวงดีอี โดย ปณท เตรียมร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย เช่น กลุ่ม SMEs และ OTOP ผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart โดยสนับสนุนส่วนลดค่าขนส่งและสิทธิพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดออนไลน์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงดีอี เตรียมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ThailandPostMart ให้เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทย ด้วยการใช้จุดเด่นของ ThailandPostMart ที่มีการจัดจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และ OTOP ซึ่งเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ และมีระบบการจัดส่งสินค้าที่มีมาตรฐานและคุณภาพ จาก ปณท “กระทรวงดีอีพร้อมบูรณาการข้อมูลความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงพาณิชย์ ต่อยอดไปสู่การส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs และ OTOP จากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน” รมช.ดีอี กล่าว --------------------------------

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ. พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีการเยี่ยมชม และหารือเรื่องระบบการพยากรณ์อากาศ ตรวจวัดสภาพอากาศ และเตือนภัยธรรมชาติ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลระบบเรดาร์ และดาวเทียมให้กับประชาชน ในพื้นที่รับผิดชอบภาคอีสานตอนล่าง จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ และยโสธร ได้รับทราบ ร่วมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคฯ อุบลราชธานี ท่าอากาศยานอุบลราชธานี

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,398 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,107 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,104 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 28 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงสาธารณสุขเปิดบริการ พรีเมียมคลินิกในเวลา 33 แห่ง และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่งทั่วประเทศ อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ kang dong ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่อย่างรวดเร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจากเบาหวาน อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ติดต่อขอสินเชื่อออนไลน์ ผ่าน TikTok ช่อง mn589452p0p อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง พบชาวอิสราเอล ในภูเก็ต ถือโบชัวร์เดินขายทัวร์ ทั่วป่าตอง ลักษณะทำเป็นธุรกิจท่องเที่ยวนอมินี อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ท่าไหว้ครูสาวน้อยปะแป้งเป็นของกัมพูชา อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค-การไฟฟ้านครหลวง ไม่ตัดไฟกัมพูชา พร้อมขายไฟให้ในอัตรา 3.67 บาทต่อหน่วย อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งยอดค้างชำระ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “กระทรวงสาธารณสุขเปิดบริการ พรีเมียมคลินิกในเวลา 33 แห่ง และคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา 205 แห่งทั่วประเทศ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่ง สธ. มีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และทันเวลา มุ่งเน้นการยกระดับระบบบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะการลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง ทั้งนี้การพัฒนาคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) และคลินิกรูปแบบพิเศษ (PMC) มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ที่ต้องการทางเลือกในการรับบริการ กลุ่มผู้มีสิทธิประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และชาวต่างชาติ โดยกระทรวงได้ออกระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยบริการในสังกัดสามารถจัดระบบบริการรูปแบบดังกล่าว และจัดเก็บรายได้เข้าเงินบำรุงเพื่อนำไปใช้จ่ายในโรงพยาบาล โดยปัจจุบัน มีคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาราชการ จำนวน 205 แห่ง และคลินิกรูปแบบพิเศษ จำนวน 33 แห่ง กระจายอยู่ในโรงพยาบาลทั้งในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------

วันที่ 9 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงานบุญบั้งไฟจังหวัดยโสธร ประจำปี 2569 พร้อมด้วยนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยก่อนพิธีเปิดงาน นายไชยชนก และคณะได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร   นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอี โดย ปณท ได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค – บริโภคราคาถูกให้กับพี่น้องประชาชน โดยจัดจำหน่ายผ่านที่ทำการ ปณท ทั่วประเทศ ในทุกวันช่วงเวลาทำการ เพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของประชาชน    ขณะเดียวกันนายไชยชนก ยังได้พบปะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดยโสธร รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดยโสธร โดยกล่าวว่ากระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนในการพัฒนาแพลตฟอร์มทางด้านธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน สินค้าชุมชน และพร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน  

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,409 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,415 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,406 ข้อความ และช่องทาง Line Official 9 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 48 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 25 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 6 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รพ.บางนา 1 และ รพ.มิตรประชา ออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจาก สปสช. เบิกจ่ายล่าช้า อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง 7 กลุ่มเสี่ยงจองคิวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี ผ่านแอปเป๋าตัง เริ่ม 1 พ.ค. - 31 ส.ค. 69 อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง TTB ร่วมกับ BAAC เปิดสินเชื่อกู้ได้ทุกอาชีพ ผ่าน TikTok : user8786541580028 อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กฎใหม่สนามบินปี 2026 ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ต้องใช้บัตรประชาชนแบบเรียลไอดียืนยันตัวตนเท่านั้น อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง (8 พ.ค.69) กองทัพไทยยิงขู่ ทหารกัมพูชาขยับเข้ามาประชิดห่างเพียง 20 เมตร ที่ตาเมือนธม อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิด 5 หลักสูตรให้เรียนฟรี SET e-Learning สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน เรื่อง "รพ.บางนา 1 และ รพ.มิตรประชา ออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจาก สปสช. เบิกจ่ายล่าช้า" กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น "ข่าวบิดเบือน" โดยโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งไม่ได้ออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งหมด แต่เป็นการยุติสถานะ "หน่วยบริการประจำ" และ "หน่วยบริการปฐมภูมิ" เท่านั้น แต่ยังคงเป็น "หน่วยบริการรับส่งต่อ" ในระบบบัตรทอง ทั้งนี้ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร ได้จัดหน่วยบริการรองรับผู้มีสิทธิเดิมแล้ว โดยผู้มีสิทธิของ รพ.มิตรประชา จะโอนย้ายไปยัง รพ.พระมงคลเทพมุนี และมี รพ.ราชพิพัฒน์ เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อ ส่วนผู้มีสิทธิของ รพ.บางนา 1 จะโอนย้ายไปยัง รพ.กล้วยน้ำไท 3 โดยประชาชนยังไม่จำเป็นต้องรีบย้ายสิทธิด้วยตนเอง และทั้ง 2 โรงพยาบาลยังให้บริการผู้มีสิทธิตามปกติจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ด้านประเด็นการจ่ายเงิน สปสช. ยืนยันว่าไม่ได้จ่ายเงินล่าช้าตามที่กล่าวอ้าง โดยมีระบบจ่ายเงินหลายรูปแบบ ทั้งจ่ายล่วงหน้าแบบเหมาจ่ายรายหัว และจ่ายตามผลงานบริการจริง พร้อมรอบประมวลผล ตรวจสอบ และโอนเงินตามหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ----------------

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของ สป.ดศ. ปี 69

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,397 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 8,714 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 8,713 ข้อความ และช่องทาง Line Official 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 2 เรื่องได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ยกระดับความเข้มงวด 31 จังหวัดชายแดนใช้ 4 มาตรการสกัดสินค้าเถื่อน-ยาเสพติด   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่าน TikTok .100031309   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กฎหมายใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC อนุญาตให้สร้างกาสิโนและเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปี   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ลักษณะของลิ้น (สีลิ้น ฝ้าลิ้น รอยแตก รอยฟัน) สามารถใช้วินิจฉัยโรคของอวัยวะภายในได้   อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทยยกเลิก MOU44 เพื่อเบี่ยงเบนการเจรจาทวิภาคี   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเพจเฟซบุ๊กรับสมัครคนแพ็กถุงกระดาษ ทำงานที่บ้าน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากที่มีการพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวในประเทศไทย ซึ่งเป็นการค้นพบจากระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่าตามแนวคิด One Health ซึ่งเป็นการติดตาม ป้องกัน และควบคุมโรคระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม   ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และจากการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีศักยภาพในการก่อโรคและการแพร่กระจายต่ำกว่าเชื้อ COVID-19 นอกจากนี้ วัคซีนป้องกัน COVID-19 ยังคงมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรค จึงประเมินได้ว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดยังอยู่ในระดับต่ำ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------------

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหาร ข้าราชการกระทรวงดีอี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 HD

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

รมว.ดีอี เปิดเวที "เดลินิวส์ ทอล์ก 2026" พร้อมปาฐกถาพิเศษ "เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ…แล้วไทยจะยืนตรงไหน?"   วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 เวทีเสวนาเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “Aidisruption: เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ” ต้องปรับตัวอย่างไร พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “เมื่อAI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ…แล้วไทยจะยืนตรงไหน?” ร่วมด้วย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี โดยมีผู้บริหาร นสพ.เดลินิวส์ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #รมวไชยชนก

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน “เดลินิวส์ ทอล์ก 2026” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ... แล้วไทยจะยืนตรงไหน?”  โดยมีนายพชร อนัตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ    นายไชยชนก กล่าวว่า  AI มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันและอนาคต เพราะ "AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นกติกาใหม่ของโลก" ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การทำงาน การศึกษาและการเรียนรู้ใหม่ รวมทั้งความเท่าเทียม จริยธรรมและสังคม ดังนั้นเราต้องสามารถกำหนดทิศทางของ AI ได้ เพื่อจะตอบคำถามว่า “เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ... แล้วไทยจะยืน ตรงไหน?”   ที่ผ่านมาในอดีต โลกแข่งขันกันด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ต่อมาจึงแข่งกันด้วยแรงงาน กำลังการผลิต แต่ในโลกปัจจุบัน และโลกนับจากนี้ไป ประเทศต่างๆ จะแข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) เพราะฉะนั้นประเทศใดที่สามารถทำให้ประชาชน แรงงาน ธุรกิจ และภาครัฐ ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมด้วยต้นทุนที่เท่าเดิมหรือน้อยลง ประเทศนั้นๆ จะเติบโตได้เร็วกว่า มีรายได้สูงกว่า และมีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าในระยะยาวและยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้าง Productivity คือ AI    ทั้งนี้รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีการระบุชัดเจนว่าดิจิทัลและ AI คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และทุกกระทรวงจะเดินไปด้วยแผนเดียวกันเพื่อนำพาประเทศพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ประเทศไทยกำลังจะมีแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ”แผน AI ชาติ”  แผนนี้ไม่ใช่สร้างเพียงแค่เทคโนโลยีร่วมกัน แต่จะมีการสร้างฐานข้อมูลแหล่งเดียวกัน ที่ทุกกระทรวงเชื่อถือและนำไปใช้ได้ เพื่อให้การตัดสินใจในแนวทางที่สอดคล้องกัน นอกจากนี้ประชาชนและภาคเอกชน ยังสามารถนำข้อมูลเดียวกันไปใช้ได้    ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลคือต้องมีความรวดเร็วที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย กฎระเบียบ และการบริการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคและสังคมที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนใช้ AI ให้เกิดประโยชน์และต่อยอดได้ เพราะประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนทางประชากรที่สำคัญที่สุด เด็กเกิดใหม่ลดลง และไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ระบบการจัดการทุกอย่างจะเปลี่ยน ตั้งแต่งบประมาณ ระบบสาธารณสุข ระบบบำนาญ ไปจนถึงรูปแบบการทำงานของคนทั้งประเทศ   “คน Gen Y และ Gen Z จะต้องเผชิญกับการมี AI เป็นเพื่อนร่วมงาน AI จะเป็นผู้ช่วยที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากว่าเราทำเรื่อง AI ไม่สำเร็จเราจะสูญเสียคนรุ่นนี้ไป โดยไม่ใช่แค่การสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจ แต่เราจะสูญเสียพวกเขาในการพัฒนาประสบการณ์ และความสามารถของตนเอง พวกเขาจะสรุปว่าประเทศนี้ไม่มีอะไรเหลือให้เขาแล้ว และคนรุ่นที่หมดศรัทธาในอนาคตของตัวเอง นี่คือโศกนาฏกรรมที่ตัวเลข GDP ใดๆ ก็ซ่อมไม่ได้ ดังนั้นในฐานะ รมว.ดีอี ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งทุกคนไว้กับตลาดแรงงาน แต่รัฐบาลมีแผนสำหรับทุกคนให้ได้ไปต่อและเติบโตไปด้วยกัน" นายไชยชนก กล่าว   ------------------------------------------------------------------------

ดีอี ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD   วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 และในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #รมวไชยชนก

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.