Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

สามประโยคที่ฟังดูธรรมดาอย่าง “อย่าบอกใครนะ”, “รีบหน่อย ตอนนี้เลย” และ “ช่วยฉันได้ไหม…มีแค่คุณที่ฉันไว้ใจ” มักไม่ถูกมองว่าเป็นอันตรายในครั้งแรกที่ได้ยิน เพราะมันถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงอ่อนโยน ความใกล้ชิด หรือสถานการณ์ที่ดูเร่งด่วน แต่หากมองให้ลึกลงไป ทั้งสามประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ หากเป็นกลไกที่ทำงานประสานกันอย่างแนบเนียนเพื่อกำหนดกรอบให้เราโดยไม่รู้ตัว    จุดเริ่มต้นมักเกิดจากการสร้างความรู้สึกพิเศษผ่านการ “แบ่งปันความลับ” เมื่อใครสักคนบอกให้เราเก็บเรื่องบางอย่างไว้ระหว่างกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญ เป็นคนที่เขาไว้ใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือการค่อย ๆ ตัดเราจากระบบสนับสนุนตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งก็คือเพื่อน ครอบครัว หรือมุมมองจากคนอื่น เมื่อเราไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เราก็จะไม่มีใครช่วยสะท้อนให้เห็นความผิดปกติ สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงมุมมองเดียว นั่นคือมุมมองที่เขาเป็นคนกำหนด    จากนั้น กลไกจะเดินหน้าต่อด้วยการเร่งจังหวะ “รีบหน่อย ตอนนี้เลย” เป็นประโยคที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความเร็ว แต่มีไว้เพื่อตัดโอกาสในการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะการตัดสินใจที่ดีต้องการเวลา เมื่อเวลาเหลือน้อย สมองจะหันไปพึ่งพาความรู้สึกแทนการวิเคราะห์ เราจะเริ่มเลือกสิ่งที่ลดความกังวลเฉพาะหน้า มากกว่าสิ่งที่ถูกต้องในระยะยาว    และในจังหวะที่เรายังตั้งหลักไม่ทัน กลไกสุดท้ายก็จะเข้ามาปิดช่องว่างนั้นด้วยประโยคที่ดูอ่อนโยนที่สุด “มีแค่คุณที่ฉันไว้ใจ” ประโยคนี้สร้างความรู้สึกของคุณค่าและความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงภาระที่ไม่เคยถูกตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น มันทำให้เรารู้สึกว่าการช่วยเหลือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่ หากเราไม่ช่วย เราอาจรู้สึกผิด รู้สึกว่าเราทำร้ายใครบางคน ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหานั้นไม่ควรถูกโยนมาอยู่บนไหล่ของเราเลย    เมื่อทั้งสามองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความสับสน แต่เป็นสภาวะที่เราถูกจำกัดทางเลือกโดยไม่รู้ตัว เราไม่มีคนให้ปรึกษา ไม่มีเวลาให้คิด และรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธ สภาพแบบนี้ทำให้การควบคุมเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้การบังคับตรง ๆ เพราะคนที่ถูกควบคุมจะยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง เงื่อนไขทั้งหมดถูกจัดวางไว้แล้ว   สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่แค่คำพูดเหล่านี้ แต่คือวิธีที่มันเปลี่ยน “ความรู้สึก” ให้กลายเป็นเครื่องมือในการกำหนดการกระทำ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้รูปแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรณีของการหลอกลวงแบบโรแมนซ์สแกมเท่านั้น แต่มันยังปรากฏในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การชักจูงในกลุ่มปิด หรือแม้แต่สถานการณ์ที่มีการกดดันให้ตัดสินใจโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถาม   หากวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองกำลังถูกขอให้ปิดบัง ถูกเร่งให้รีบตัดสินใจ และถูกทำให้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบความรู้สึกของใครบางคนมากเกินไป นั่นอาจไม่ใช่สัญญาณของความใกล้ชิด แต่เป็นสัญญาณว่าพื้นที่ในการเป็นตัวของตัวเองกำลังถูกลดทอนลงอย่างเงียบ ๆ และคำถามที่ควรถามตัวเองในจังหวะนั้นไม่ใช่ว่า “เราควรช่วยไหม” แต่คือ “เรายังมีอิสระในการเลือกจริง ๆ หรือเปล่า”    มาร่วมกันสร้าง “ต่อมเอ๊ะ” เพื่อเป็นเกราะคุ้มใจเรา เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ทันในสถานการณ์แบบนั้น ด้วยความปรารถนาดีจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และถ้าหากใครกำลังตกเป็นผู้เสียหาย สามารถติดต่อเข้ามาที่ศูนย์ AOC ที่เบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหยุดเส้นทางของเงิน ระงับบัญชีของมิจฉาชีพให้ทันการ ก่อนที่จะสายไป   --------------------------------------------------------------------

ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) ตำแหน่งเลขที่ ๔ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานการประชุมหารือหน่วยงานกระทรวงดีอี และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA ในการบูรณาการข้อมูลสวัสดิการ และข้อมูลการให้บริการของหน่วยงานรัฐผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ DGA รักษาการแทนผู้อำนวยการ DGA และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอีเข้าร่วม ณ ห้องประชุม CB 304 อาคารรัฐสภา

รมช.ดีอี หารือ LINE Thailand พัฒนาความร่วมมือด้านดิจิทัล   วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ ผู้บริหารจากบริษัท LINE Thailand ในโอกาสเข้าพบหารือความร่วมมือด้านดิจิทัล และหารือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม ชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #รมชแนนบุณย์ธิดา

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 0203 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,391 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,001 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 999 ข้อความ และช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 15 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง นครราชสีมาสุ่มตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง นายกฯ ชี้แจง การเพิ่มเบี้ยคนชราจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท ไร้ประโยชน์   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง รับสมัครคนพับถุงกระดาษทำงานที่บ้าน ผ่านเพจ บ้านสร้างงาน   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รับสมัครคนงานไปทำงานเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย โดยกระทรวงแรงงาน ผ่านเฟซบุ๊ก Zhang Ta   อันดับที่ 5 ข่าวจริง หลังเกิดเหตุไฟไหม้รถบรรทุกแบตเตอรี่ลิเธียม ทางพิเศษบูรพาวิถีเปิดให้บริการตามปกติ   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง พนักงานเทศบาลโพธิ์กลาง จ.นครราชสีมา ทำใบสูติบัตร แจ้งเกิดทิพย์ให้เด็กจีน ได้ค่าจ้างหัวละ 10,000 บาท   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ลงทุนทองกับฮั่วเซ่งเฮงได้ง่าย ๆ ที่ไลน์ hshsocial_02   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง เรื่อง “นครราชสีมาสุ่มตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยผลจากการสุ่มตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตราอาโป เลขสารบบอาหาร 30-2-03760-2-0001 วันที่ผลิต 26 มีนาคม 2569 ขนาดบรรจุ 18.9 ลิตร ผลิตโดย ร้านไพบูลย์พาณิชย์ เลขที่ 125 หมู่ที่ 7 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา   ทั้งนี้ผลการตรวจวิเคราะห์ จากการส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา พบการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella spp. ต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ซึ่งการพบเชื้อดังกล่าวถือว่าผลิตภัณฑ์นี้เป็น "อาหารผิดมาตรฐาน" ฝ่าฝืนมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท   ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อหรือบริโภคผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตามรายละเอียดข้างต้น เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ ทั้งนี้ผู้ผลิตอยู่ในระหว่าง งดการผลิตอาหารและปรับปรุงสุขลักษณะของ อาคารสถานที่ กระบวนการผลิต ตามเกณฑ์มาตรฐาน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------------

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ของศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีการจราจรและความปลอดภัย กทม. โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารธานีนพรัตน์ ชั้น 1 ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง)   สำหรับการตรวจเยี่ยมดังกล่าว เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีจากกระทรวงดีอี ร่วมกับศูนย์ควบคุมฯ กทม. เพื่อยกระดับการป้องกัน และแก้ปัญหาภัยพิบัติ โดยเน้นการใช้ข้อมูล (BDI) รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ   นโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ • บูรณาการข้อมูล ใช้ข้อมูล Big Data (BDI) เชื่อมโยงกับดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเพื่อลดความเสี่ยงและเตือนภัยแม่นยำขึ้น • นำเทคโนโลยี AI CCTV มาใช้งานร่วมกับกล้องวงจรปิดทั่วกรุง โดยเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ BMA Command Center เพื่อเฝ้าระวังภัยแบบเรียลไทม์  • ใช้ AI วิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV และระบบอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังน้ำท่วมในกรุงเทพฯ • Quick Win เร่งรัดแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติและภัยสังคมผ่านเทคโนโลยี • เน้นย้ำความโปร่งใส บริหารจัดการภัยพิบัติด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้    การตรวจเยี่ยมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบเตือนภัยพิบัติและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัย  

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นายไชยชนก เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภัยคุกคามไซเบอร์ โดยยังคงกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการมาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปิดช่องทางในการสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชน    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดมาตรการประกาศรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง (HR-03) โดย ธปท. ได้มีการระงับบัญชีม้า ณ สิ้นเดือน มี.ค.69 จำนวน 2.46 แสน รายชื่อ จำนวนรวม 3.56 ล้านบัญชี โดยมีมูลค่าเงินจากการระงับบัญชี จำนวนประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อบัญชีม้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการดำเนินมาตรการ และขยายเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันการเงิน กลุ่ม Non-Bank กลุ่มรับแลกเปลี่ยนเงิน และผู้ประกอบการค้าทอง ฯลฯ   ขณะเดียวกันการบูรณาการปราบปรามขยายวงกว้างมากขึ้น โดยการร่วมลงนาม MOU ปราบปราม “นอมินี” ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีนิติบุคคลเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์   ด้าน สำนักงาน กสทช. ได้เตรียมบูรณาการจัดการสัญญาณชายแดนเพื่อลดผลกระทบการใช้งานของประชาชน โดยกำหนดจัดพื้นที่ใน จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เปิดใช้งานสัญญาณเฉพาะเบอร์ที่ลงทะเบียนถูกต้องเท่านั้น    นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้หารือมาตรการปรับเกณฑ์การดูแลบัญชีธนาคารของเยาวชนที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นการจำกัดการโอนเงิน ถอนเงินไม่เกินจำนวนที่กำหนด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพใช้บัญชีของเยาวชนเป็นช่องทางรับเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ หลังจากตรวจสอบพบว่า มีบัญชีธนาคารของเยาวชนจำนวนกว่า 6,500 บัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า    ในส่วนของการออกหลักเกณฑ์คืนเงินให้กับผู้เสียหายนั้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาบัญชีธนาคารซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เพื่อเร่งรัดการคืนเงินในส่วนของผู้บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด   “รัฐบาลคงให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยในขณะนี้ ฉะนั้นสำหรับพวกเราเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญมากกว่าเดิม เราจะมุ่งมั่นและดำเนินการอย่างสุดความสามารถต่อไป” นายไชยชนก กล่าว   ------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 160,423 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,201 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,198 ข้อความ และช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 25 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 14 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่องได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงวัฒนธรรม รับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 ปี จากแหล่งโบราณคดีกุดฉิม   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. ให้กู้สินเชื่อออนไลน์ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ good.bye3514   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ฟันผุเกิดจากแมงมากินฟัน รักษาได้ด้วยวิธีรมควัน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม รับตัวแทนพับถุงกาแฟทำที่บ้าน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก JobStation TH   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ทุกประเภท ผ่านเพจ Learn to drive ครูทิวร์ โปร่งใส ตรวจสอบได้   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง มีการลักลอบซื้อทุเรียนไทย ไปขายในกัมพูชา วันละ 1 ตัน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน เรื่อง “กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” โดยการอ้างว่าอาหารดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากกัมพูชาเพียงประเทศเดียวยังไม่ปรากฏหลักฐานทางวิชาการรองรับอย่างชัดเจน    ทั้งนี้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์อาหารชี้ว่า “ขนมจีน” ในไทยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์มอญ การศึกษาเชิงเปรียบเทียบพบว่า อาหารประเภทเส้นข้าวหมักมีปรากฏในหลายประเทศ เช่น ไทย กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา โดยมีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านวัตถุดิบและเทคนิคการผลิต สะท้อนลักษณะ “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค” (Shared Culinary Heritage) อันเกิดจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในอดีต มากกว่าจะเป็นมรดกเฉพาะของชาติใดชาติหนึ่ง   ขณะที่กัมพูชามีอาหารพื้นบ้านชื่อ “นมบันจ็อก (Nom Banh Chok)” ซึ่งเป็นเส้นที่ทำจากข้าวหมัก มีลักษณะและกรรมวิธีใกล้เคียงกับ “ขนมจีน” ของไทย อาหารดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายในชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา และถือเป็นอาหารสำคัญในบริบทวัฒนธรรมของประเทศ และได้ยื่นเสนอ “นมบันจ็อก (Nom Banh Chok)” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ต่อ UNESCO แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาให้ผ่านการขึ้นทะเบียนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายปี และไม่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นเหตุให้ไม่ผ่านการพิจารณา คือ ลักษณะของอาหารที่เข้าข่าย “วัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค” ซึ่งขาดความเฉพาะเจาะจงในเชิงเอกลักษณ์ของชาติเดียว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ----------------------------------------------------------------

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี โดยมี นางสาวธัญลักษณ์ มณีวัฒนา สถิติจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัด จำนวนประมาณ 250 คน ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี   ทั้งนี้ ดีอี จัดกิจกรรมอบรมการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC เพื่อแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบฯ ให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัดนนทบุรีเกิดความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อมในการใช้งาน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ความสนใจและมีความมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานราชการในจังหวัดนนทบุรี จากเอกสารบนกระดาษให้มาอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้เข้าร่วมการอบรมต่างให้ความสนใจและซักถามเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง NT และสถิติจังหวัดฯ จะดำเนินการแนะนำและขยายผลการใช้งานให้แต่ละหน่วยงานอย่างใกล้ชิดต่อไป  

ปลัดดีอี เปิดอบรมหลักสูตร LEAD รุ่น 3 ชู Big Data และ Agentic AI ยกระดับผู้บริหารสู่อนาคตดิจิทัล วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม พร้อมร่วมเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์ ในหลักสูตรผู้บริหาร LEAD: Big Data & Agentic AI for Strategic Leaders หลักสูตรผู้นำก้าวสู่อนาคตดิจิทัล ด้วย Big Data และ Agentic AI (รุ่นที่ 3) โดยมี ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน จัดโดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ   โดยหลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูงทุกสายงานทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเนื้อหาจากกรณีศึกษาจริง ถ่ายทอดโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศที่มีประสบการณ์ตรงด้าน Big Data และ Agentic AI พร้อมโอกาสสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับมุมมองเชิงกลยุทธ์และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กร   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE



วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการบูรณาการการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการจัดการ แก้ไขปัญหาไฟป่า และสาธารณภัยด้านต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารให้มีความพร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมี ผู้แทนจากกองทัพอากาศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/01 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นางสาวซูฮย็อน คิม (Soohyun Kim) ผู้อำนวยการสำนักงานกรุงเทพฯ ของยูเนสโก และประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในโอกาสเข้าพบหารือประเด็นความร่วมมือด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทยและภูมิภาค ความคืบหน้าของการยกระดับศูนย์จริยธรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงโอกาสในการผลักดัน Startups ด้าน AI ของประเทศไทย โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 11 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.