Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการหารือแนวทางและกรอบการดำเนินงานในการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ปลัดดีอี ประชุมคกก.กิจการไปรษณีย์ ครั้งที่ 1/2569   วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกิจการไปรษณีย์ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาพร้อมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของกิจการไปรษณีย์ไทย โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 10/10 ชั้น 10 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ปลัดพชร

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,229 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,202 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,202 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 23 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ DSI ตรวจพบการกักตุนน้ำมันกว่า 40,000 ลิตร ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง สูดดมไมโครพลาสติก ทำให้ปอดอักเสบ อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กรมควบคุมโรคเตือน ใช้นิโคตินถุงเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Overseas Job Employment รับสมัครแรงงานไทยทำงานต่างประเทศ อ้างกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบทะเบียนพานิชย์ให้เพจ รถมือสอง สภาพดี ราคาถูก อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาขึ้นมายึดปราสาทตาควาย ช่วงที่ทหารไทยสับเปลี่ยนกำลัง อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Diafin รักษาโรคเบาหวาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ DSI ตรวจพบการกักตุนน้ำมันกว่า 40,000 ลิตร ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บูรณาการร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานพลังงานจังหวัดสระบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในพื้นที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หลังได้รับข้อมูลเบาะแสการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน จากการตรวจสอบ พบจุดต้องสงสัยจำนวน 3 จุด มีการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาต รวมปริมาณประมาณ 40,000 ลิตร ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดว่า การเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณเกิน 15,000 ลิตร ต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน มิฉะนั้นถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การฝ่าฝืนจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยหากพบเห็นการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,084 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 3,001 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 3,001 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 8 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กระทรวงพลังงาน ร่วมมือกับ DSI เร่งกระจายน้ำมัน รับมือปัญหาช่วงสงกรานต์ อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ล้างสตรอว์เบอร์รีด้วยการแช่น้ำเกลือ สารพิษจะซึมเข้าไปในเนื้อผลไม้แทน อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ดื่มน้ำด่างทุกวัน ทำให้เกิดไตวาย อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลออกกฎหมายใหม่ ให้ธนาคารคืนเงินผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ ผ่านเพจ ศูนย์เตือนภัยโซเชียล อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow เพิ่มเว็บไซต์ https://mflowai.bond/th และ https://my-28circle.com/app? สำหรับชำระเงินและเช็กค่าบริการ อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อให้กู้ ผ่าน TikTok บัญชี baac.waan อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดเทคนิคเลือกหุ้นและบริหารพอร์ต ผ่านเพจ Compounder Mindset สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กระทรวงพลังงาน ร่วมมือกับ DSI เร่งกระจายน้ำมัน รับมือปัญหาช่วงสงกรานต์” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมงานกับ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กระทรวงพลังงาน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากขณะนี้มีน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมมากขึ้น ควบคู่กับการขยายระยะเวลาขนส่งเพื่อให้กระจายไปทั่วประเทศได้รวดเร็วขึ้น แม้บางสถานีบริการอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ได้เร่งปรับการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง ไปแล้วกว่า 7 ล้านลิตร เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมคลังน้ำมันเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงที่มีการเดินทางสูง ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำมันดีเซล (B7) อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร และมีสำรองอีก 43 ล้านลิตร พร้อมกันนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำระบบแดชบอร์ด เพื่อติดตามการขนส่งจากโรงกลั่นถึงสถานีบริการ ให้ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ แต่เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้จึงยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาอีกระยะ เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์และแม่นยำที่สุด พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังกักเก็บน้ำมันผิดกฎหมาย ซึ่งการฝ่าฝืนจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษตามกฎหมาย อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายกักตุนเพื่อแสวงหากำไรหรือทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการลักลอบค้าหรือกักตุนน้ำมัน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมธุรกิจพลังงาน หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,207 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,521 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,520 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง   ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ต้นเดือนเมษายน 69 ดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยกว่า 1,000 เที่ยว   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ชาวอิสราเอล 425,000 คน เตรียมอพยพเดินทางเข้าไทย   อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง น้ำฟักเขียว-ปลิงทะเลต้ม ช่วยควบคุมน้ำตาล และรักษาเบาหวานให้หายขาดได้   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง โรงพยาบาลแออัดหนัก ปี 2569 มีผู้ติดเชื้อจากปรสิตสูงสุดถึง 158 เท่า   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อให้กู้เงิน ผ่าน TikTok ชื่อ baac.koya   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ต้นเดือนเมษายน 69 ดัชนีความร้อนอาจพุ่งสูงถึง 60 องศาฯ” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ซึ่งค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) เป็นอุณหภูมิที่ร่างกายของคนเรารู้สึกได้จริง ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้จากเครื่องมือทั่วไป โดยดัชนีความร้อนนี้คำนวณจากอุณหภูมิอากาศร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อนได้ดีกว่าอุณหภูมิปกติ ยิ่งความชื้นสูง ร่างกายจะยิ่งรู้สึกร้อนและอึดอัดมากขึ้น   ดังนั้นดัชนีความร้อนที่สูง จะมีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้    1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00-16.00 น.  2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น  4. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด  5. ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย  6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ  7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------


การเผยแพร่ข่าวปลอม หรือ “เฟกนิวส์” ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม สร้างความเข้าใจผิด ตื่นตระหนก หรือวิตกกังวลเป็นวงกว้าง ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนาเพื่อหวังก่ออาชญากรรม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Deepfake, Malware, Ransomware ในหลากหลายรูปแบบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งพบว่าเนื้อหา ข้อมูล และข่าวสารที่ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางนั้น ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงการหลอกลวงออนไลน์อื่นๆมากขึ้น   นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนสามารถใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ พร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดกิจกรรม “ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC)” จังหวัดสงขลา ให้กับ บุคลากรภาครัฐ และเครือข่ายภาคเอกชน ภาคประชาชน สื่อมวลชน และอาสาสมัครดิจิทัลในพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ณ ห้องประชุม Grand Ballroom อาคาร Grand Ballroom Buri Sriphu Hotel อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวนประมาณ 200 คน เพื่อเป็นบุคลากรด่านหน้า ที่ช่วยเหลือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนเพื่อรับมือข่าวปลอม    อีกทั้ง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร แจ้งเบาะแสและตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวลวงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 26 มีนาคม 2569 ศูนย์ฯ ได้ทำการคัดกรองจำนวนข้อความทั้งหมด 13,736,942 ข้อความ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวพบว่าเป็น (1) ข่าวปลอม จำนวน 408 เรื่อง (2) ข่าวจริง จำนวน 532 เรื่อง (3) ข่าวบิดเบือน จำนวน 142 เรื่อง (4) ข้อมูลไม่เพียงพอ จำนวน 49 เรื่อง   ขณะเดียวกัน ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ติดตามและคัดกรองข้อความที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ พบข้อมูลที่เข้าข่ายข่าวปลอมจำนวนทั้งสิ้น 150 เรื่อง ซึ่งมีการยืนยันและเผยแพร่ในหมวดภัยพิบัติ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนแล้ว    “การจัดกิจกรรมดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้เพื่อให้ประชาชนและเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รู้เท่าทันและร่วมต่อต้านข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อกระจายข้อมูลที่ผ่านการยืนยันแล้วให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อาทิ ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย “เป๋าตัง” /กองทุนสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์/รายการชัวร์ก่อนแชร์ รวมทั้งสื่อมวลชนแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ ร่วมกันได้อย่างทันท่วงที” รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   ---------------------------------------------------------------------


นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 29 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,142 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,160 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,160 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 26 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 2 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สระบุรีพบการกักตุนน้ำมันเถื่อน 3 จุด   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดให้บริการตรวจสภาพรถฟรี 20 รายการ   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง Cicada โควิดสายพันธุ์ใหม่ ไวรัสจากจิ้งหรีด พบแล้วอย่างน้อยใน 23 ประเทศ   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รัฐบาลเก็บค่าไฟประชาชน 2.50 บาท ทั้งที่ต้นทุนจริงไฟฟ้าแค่ 1 บาทเศษ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้ร่วมจองหุ้น SET50 เริ่มต้น 3,000 บาท รับปันผล 980 บาท ต่อวัน   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสารเรือทุกประเภท 2 บาท   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง พนักงานที่มีสวัสดิการ ธอส. ปิดหนี้กู้บ้านได้โดยไม่มีดอกเบี้ย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “สระบุรีพบการกักตุนน้ำมันเถื่อน 3 จุด” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เมื่อวันที่ 24 - 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งในกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระ ในหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุม 16 จังหวัด รวม 35 จุด โดยในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ “คอกรับซื้อน้ำมัน” 3 แห่ง ลักลอบจัดเก็บและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวมกว่า 29,000 ลิตร โดยไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งเตรียมส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป   ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินมาตรการเชิงรุกตรวจสอบและกำกับดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส เพื่อป้องกันการกักตุน การลักลอบจำหน่าย และการกระทำความผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ---------------------------------------------------------------------

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับพร้อมหารือกับ นายแบรด สมิธ (Mr. Brad Smith) รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญร่วมกัน ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล   สำหรับประเด็นหารือในครั้งนี้ ไมโครซอฟท์มีแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทย โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอดจนสนับสนุนให้ไมโครซอฟท์ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลของรัฐบาล และพัฒนาความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัล และ AI โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการดำเนินภารกิจโครงข่ายวิทยุเรือเดินทะเล (Bangkok Radio) โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Video Conference





icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.