Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,759 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,154 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,150 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 4 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง กรมอุตุฯ เตือนช่วง 7-12 มี.ค. 69 ไทยตอนบนจะมีฝนลดลง อุณหภูมิอาจสูงถึง 36 องศา   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชายุยงอิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอู่ตะเภา เพราะไทยอยู่ฝ่ายสหรัฐฯ   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง OR เสนอขายหุ้น Amazon ให้ประชาชนทั่วไป ผ่านเพจ Coffee for the future AMZ 0R เปิดบัญชีหุ้นเริ่มต้นเพียง 1,400 บาท   อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง กปน. จะปิดอุโมงค์ส่งน้ำบริเวณคลองบางขวด ถนนประเสริฐมนูกิจ ในวันที่ 7 มี.ค. เวลา 21:00 - 08:00 น. ของวันที่ 8 มี.ค. 69   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ตำรวจไซเบอร์ - บช.สอท. เปิดให้ผู้เสียหายที่ถูกมิจฉาชีพหลอก ติดต่อรับเงินคืน ผ่านเพจ Phongsa it feirt 2   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ประเทศไทยไม่มีสำรองน้ำมันไว้ใช้ มีไว้ส่งออกเท่านั้น   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง ประเทศไทยค่าไฟแพงที่สุดในอาเซียน   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “กรมอุตุฯ เตือนช่วง 7-12 มี.ค. 69 ไทยตอนบนจะมีฝนลดลง อุณหภูมิอาจสูงถึง 36 องศา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ในช่วงวันที่ 7–12 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากมวลอากาศเย็นหรือความกดอากาศสูงยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับจะมีลมตะวันตกในระดับบนพัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว โดยภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น และบางพื้นที่มีลมกระโชกแรง อ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง   ขณะเดียวกันฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคตะวันออก มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์อ่อนถึงปานกลาง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางโสนน้อย บุราเจริญ สถิติจังหวัดนครศรีธรรมราช นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และทีมงานจากกระทรวงดีอีได้ลงพื้นที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อหารือร่วมกับ นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ตามนโยบายการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ   ทั้งนี้  นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้รับทราบนโยบายในการปรับเปลี่ยนมาใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจาก ดีอี  และมีความสนใจซักถามแนวทางการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ซึ่งมีมาตรฐานการจัดทำสร้างเอกสาร (Draft) ลงนาม (In-Tray) รับ–ส่ง (e-Saraban) และจัดเก็บเอกสารราชการ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายและระเบียบงานสารบรรณ การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนระบบฯ ผ่านกลไกของ PCIO ของแต่ละจังหวัด โดย ดีอี จะมีสำนักงานสถิติจังหวัด เป็นผู้ประสานงานหลัก ร่วมกับ NT จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนทางเทคนิคให้กับหน่วยงานภายในจังหวัดฯ ได้ต่อไป

วันที่ 9 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางโสนน้อย บุราเจริญ สถิติจังหวัดนครศรีธรรมราช นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และคณะ ร่วมหารือกับ นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ตามนโยบายการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ   ทั้งนี้  นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าฯ ได้รับทราบนโยบาย และมีความสนใจแนวทางการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ซึ่งมีมาตรฐานการจัดทำสร้างเอกสาร (Draft) ลงนาม (In-Tray) รับ–ส่ง (e-Saraban) และจัดเก็บเอกสารราชการ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายและระเบียบงานสารบรรณ การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนระบบฯ ผ่านกลไกของ PCIO ของแต่ละจังหวัด โดย กระทรวงดีอี มอบหมายให้สำนักงานสถิติจังหวัด เป็นผู้ประสานงานหลัก ร่วมกับ NT จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนทางเทคนิคให้กับหน่วยงานภายในจังหวัดฯ ต่อไป

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 1 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางโสนน้อย บุราเจริญ สถิติจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัด จำนวนประมาณ 300 คน ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช และผ่านระบบออนไลน์กว่า 200 คน   สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสื่อสารแนวทางการขับเคลื่อนระบบ e-Office ภายใต้ GDCC พร้อมทั้งแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบฯ คู่มือการใช้งานฯ และการเตรียมการเพื่อใช้งานระบบฯ ให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการภายในจังหวัดได้รับทราบ โดย กระทรวงดีอี มุ่งหวังที่จะเร่งผลักให้หน่วยงานภายในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เริ่มใช้งานระบบดังกล่าว พร้อมกับเชิญผู้ร่วมเสวนาจากส่วนราชการในจังหวัด ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด  และองค์การบริหารส่วนตำบลสี่ขีด ที่มีการนำระบบ e-Office มาใช้งานแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งมีหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก   ทั้งนี้ สถิติจังหวัดฯ และ NT จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้เก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งรายงานปัญหา/อุปสรรค ข้อสังเกต ความเห็นของหน่วยงานในระดับจังหวัด เพื่อนำมาวิเคราะห์และหาแนวทางสนับสนุน เพื่อจัดทำแผนการขับเคลื่อนในระยะถัดไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 8 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,740 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,680 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,675 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 5 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ย้ายไปตุรกี พร้อมเปิดศูนย์พักพิงให้คนไทยในอิหร่าน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง กฟผ. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ยกเลิกประกาศของ ศธ. ให้เด็กต่างชาติเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรีในประเทศไทย   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กกต. จะเอาผิดคนซูมบาร์โค้ด เพราะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ งานบ้านพัฒนา   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิด 2 ครั้ง และส่งโดรนโจมตีปราสาทกัมพูชา   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง SET แจกคอร์สเรียนหุ้น 21 วัน ลงทะเบียนฟรี ผ่านเพจ Stock Trading SupportV1   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ย้ายไปตุรกี พร้อมเปิดศูนย์พักพิงให้คนไทยในอิหร่าน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ เพจสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ตามที่สถานการณ์ภายในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ทวีความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทยที่พำนักในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ มีความจำเป็นต้องย้ายที่ทำการชั่วคราวจากที่ตั้งเดิมเป็นการชั่วคราวและย้ายภารกิจปฏิบัติราชการไปยังที่ทำการชั่วคราว ณ เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 และเปิดศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยที่เดินทางออกจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง   ทั้งนี้ ที่ทำการชั่วคราวของสถานเอกอัครราชทูตฯ และศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยในอิหร่าน ที่เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งอยู่ที่โรงแรม Elite World Van ที่อยู่ Bahçivan, Kazım Karabekir Blv. No:67, 65030 Merkez/Van และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ +90 533 641 5698 (หมายเลขโทรศัพท์/Whatsapp) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ thaiembassy.thr@mfa.go.th   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   ------------------------------------------------------------------

ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงต่างๆ ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน โดยให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการ Work From Home ทันที ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อรับมือกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตด้านพลังงานของประเทศไทย โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการเตรียมความพร้อมตามนโยบายรัฐบาลดังกล่าว โดยปรับรูปแบบการทำงานของภาครัฐ และการให้บริการประชาชนแบบไร้กระดาษ (Papreless) สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล   “ ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานผ่านระบบบริหารจัดการสำนักงาน (e-Office) ซึ่งใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จึงพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการประหยัดพลังงานได้ทันที โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานนอกพื้นที่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้การทำงานยังคงต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจและการให้บริการประชาชน” นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   สำหรับจุดเด่นของระบบ e-Office ทำให้เกิดกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ช่วยอำนวยความสะดวกใน ทั้งระบบการลงทะเบียน งานสารบรรณ การตรวจสอบเอกสาร และการลงนามดิจิทัล การจัดการประชุม การจัดเก็บไฟล์และคลังข้อมูล เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันได้มีความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงต่างๆ ครบทุกกระทรวง หน่วยงานระดับกรม จำนวน  160 แห่ง  และอปท.ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศอีกจำนวน 5,736 แห่ง รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม   อีกทั้ง กระทรวงดีอียังพร้อมจะเป็นหน่วยสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องการใช้โอกาสดังกล่าวในการปรับเปลี่ยนการทำงานมาสู่ระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งช่วยให้การทำงานและการให้บริการประชาชน มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเปิดให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย   ----------------------------------------------------------------

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีจัดสัมมนา “ให้ความรู้ในการรับมือและการจัดการกับภัยและคดีออนไลน์ ครั้งที่ 3” ณ ห้องทุ่งศรีเมือง 1 โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี    สำหรับกิจกรรมสัมมนาดังกล่าว มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับภัยคุกคามออนไลน์รูปแบบใหม่ การป้องกันตนเอง การจัดการคดีออนไลน์ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีการบรรยายในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ “AI กับอาชญากรรมออนไลน์ Cybercrime 2025: Trends, Threats, and the Rise of AI” และ “Cyber Wise: เท่าทัน – ป้องกัน – จัดการ รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์อย่างชาญฉลาด” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ ให้กับประชาชน พร้อมยกระดับความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแนะนำ ส่งเสริม และให้ความรู้แก่ประชาชน สร้างภูมิคุ้มกันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศอย่างยั่งยืน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,038 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,621 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,615 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 6 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 14 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 7 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง สว. อังคณา เกิดที่จังหวัดพนมเปญ ประเทศกัมพูชา   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีบัตรประชาชนไม่ต้องลงทะเบียน รับ 5,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติ   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง AOT ประกาศปรับขึ้นค่าบริการขาออกระหว่างประเทศ 6 สนามบินหลัก เริ่ม 20 มิ.ย. 69   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง กัมพูชาพบฐานผลิตโดรนโจมตีของไทย ในจังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระสุนปืนใหญ่ทหารไทยที่ยิงใส่กัมพูชา ทำให้ช้างในป่าพระวิหารเสียชีวิต   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ผู้ว่า ธปท. ไปออกรายการข่าวชื่อดัง พร้อมให้สัมภาษณ์   อันดับที่ 8 ข่าวปลอม เรื่อง OR เปิดให้บุคคลทั่วไปร่วมลงทุนกับหุ้น OR อเมซอน พอร์ตเริ่มต้น 1 หน่วย 1,260 บาท ผ่านเพจเฟซบุ๊ก OR create stability   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “อิหร่านอนุญาตให้เรือน้ำมันและ LPG ผ่านได้เฉพาะของไทย-จีน-รัสเซีย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” จากที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อิหร่านอนุญาตให้เรือของมิตรประเทศบางชาติผ่านเข้าช่องแคบฮอร์มุชได้ แต่ยังไม่ปรากฏรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้แต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวอรอนงค์ เสนปาน สถิติจังหวัดพัทลุง นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ สถิติจังหวัดปทุมธานี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และคณะ ร่วมหารือกับ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในการผลักดันให้จังหวัดพัทลุง เป็นจังหวัดต้นแบบการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เนื่องจากหน่วยงานภายในสำนักงานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งานระบบดังกล่าวครบทั้ง 72 อปท. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่มีศักยภาพ ในการสนับสนุนนโยบายปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ต่อไป   ขณะเดียวกันในที่ประชุมหารือครั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ส่งมอบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ หรือ CA (Certification Authority) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ลงนามตามมาตรา 28 ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เป็นจังหวัดลำดับที่ 3 ถัดจากจังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครราชสีมา   นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ยังได้แลกเปลี่ยนแนวคิดที่จะผลักดันให้หน่วยงานราชการภายในจังหวัด และ อปท. ทุกแห่ง ได้ใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ครบทุกหน่วยงาน ซึ่งจังหวัดพัทลุงได้เริ่มใช้งานระบบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทำให้ผู้บริหารภายในจังหวัดสามารถสั่งการ ติดตาม และผลักดันงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานในกระดาษแบบเดิม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์    นายเวทางค์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้วจำนวน 437,473 รายการ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เดือนเดียว สามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้มากถึง 132,842 รายการ    สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลา 5 เดือน (ปีงบประมาณ 2569) พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ มีการปิดกั้นมากที่สุดเป็นจำนวน 362,482 รายการ รองลงมาคือ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 41,850 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 13,734 รายการ ซื้อ-ขายกัญชา จำนวน 4,841 รายการ  ค้าประเวณี จำนวน 2,148 รายการ อาวุธปืน จำนวน 3,797 รายการ และอื่นๆ (บิดเบือน  หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech อนาจาร ฯลฯ) จำนวน 8,621 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI จากโครงการตรวจจับและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีบนเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ ในการตรวจสอบข้อมูล และวิเคราะห์ค่าความแม่นยำ ก่อนผ่านกระบวนการ API เข้าสู่แพลตฟอร์ม WebD ซึ่งเร่งรัดกระบวนการระงับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย จากที่ต้องใช้บุคลากรในการตรวจสอบ ช่วยให้ร่นระยะเวลาการทำงาน และสามารถตรวจจับ URLs ที่ผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้น ก่อนสร้างคำร้องต่อศาลแบบ Paperless รวมทั้งพัฒนาระบบ "Suspend" เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ “URL Checker” ตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พนันออนไลน์ได้กว่า 362,000 รายการ” นายเวทางค์ กล่าว ----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการศึกษาดูงาน "Smart Governance & Urban Management: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ" พร้อมให้การต้อนรับ อาจารย์และนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำภาคปลาย ปีการศึกษา 2568 เข้าศึกษาดูงาน โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 02/11 ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 ณ ห้องทุ่งศรีเมือง 1 โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี   สำหรับการจัดฝึกอบรมดังกล่าว เป็นการเสริมสร้างทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การรับมือภัยคุกคามออนไลน์ และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาค ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามภารกิจของกระทรวง เรื่องการกำกับ ดูแล และบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น อาทิ การใช้ AI, Deepfake, Malware, Ransomware และการโจมตีข้อมูลเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วยงานรัฐ และความมั่นคงโดยรวม   ทั้งนี้ เพื่อยกระดับองค์ความรู้และความพร้อมของบุคลากรในระดับพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน จากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ อาทิ สำนักงานสถิติจังหวัด หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับภูมิภาค

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,062 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,570 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,567 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 27 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 11 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69   อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง หากกินไข่เยอะ จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง รฟม. ประกาศใช้บัตร EMV เริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ในปี 2568 พบเด็กนักเรียน-นักศึกษา ติดเชื้อ HIV สูงถึง 13,000 คน   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส.จ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท และผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก รับเงินเข้าบัญชี วันที่ 10 มี.ค. 69   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง OR เสนอขายหุ้นสามัญ ลงทุนเริ่มต้น 100 หุ้น 1,340 บาท รับปันผล 345 บาท ผ่านเพจ Green Saving - ดัชนีธุรกิจพลังงาน   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ทหารอิสราเอลและอเมริกาหลายหมื่นนาย   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน วันที่ 11-13 มี.ค. 69” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยในช่วงวันที่ 11-13 มี.ค. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่   ดังนั้น ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฟ้าผ่า โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย   สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 10-14 มี.ค. 69 จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งเกิดขึ้นได้ เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น หลังจากนั้นฝนลดลง   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมและเชื่อมโยงระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ในที่ประชุมคณะกรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับจังหวัด หรือ PCIO จังหวัดพัทลุง ณ ห้องประชุมอิรวดี ศาลากลางจังหวัดพัทลุง โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธาน    ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้นำเสนอการพัฒนา และใช้งานบริการระบบ e-Office ในรูปแบบซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) บน GDCC เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งจากการประเมินผลการใช้งานในระดับภูมิภาค กระทรวงดีอี ได้จัดจังหวัดพัทลุงเป็นกลุ่มจังหวัดนำร่องที่สามารถประยุกต์ใช้งานระบบ e-Office ได้อย่างครบวงจร ร่วมกับจังหวัดพิจิตร นครราชสีมา และปทุมธานี    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดพัทลุงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ทำให้สามารถใช้งานครบทุกโมดูล ทั้งระบบสารบรรณ การจัดทำร่างหนังสือ และการเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาลงนามผ่านระบบ มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับจังหวัดอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต   ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ชื่นชมหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคที่มีการใช้งานระบบดังกล่าวครบวงจรและได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานในที่ประชุม ได้แก่ สำนักงานจังหวัดฯ สำนักงานสถิติจังหวัดฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ และบริษัทโทรคมนาคมจังหวัดฯ โดยเน้นย้ำกับผู้บริหารของหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่ได้ใช้งาน ขอให้ปรับเปลี่ยนมาใช้งานระบบ e-Office เพื่อสอดรับกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการ ดำเนินมาตรการ Work From Home เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานในปัจจุบัน ภายในวันที่ 1 เมษายน 2569 และได้มอบหมายให้สถิติจังหวัดฯ ร่วมกับสำนักงานจังหวัดฯ สำรวจว่ามีหน่วยงานใดที่ยังติดขัดในการใช้งานระบบดังกล่าว เพื่อรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และจะได้มีแนวทางในการผลักดันการใช้งานร่วมกันต่อไป

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,051 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,795 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,792 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 30 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 2 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง เรือสินค้าไทยถูกโจมตีที่ช่องแคบฮอร์มุซ   อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กินกล้วยน้ำว้าต่อเนื่อง 1 เดือน ร่างกายสามารถสมานแผลในกระเพาะ และระบบขับถ่ายเข้าที่   อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ก.ล.ต. ประสานงาน Google ปิดกั้นแอปฯ หลอกลงทุน แอบอ้างเป็นบริษัทหลักทรัพย์   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง รัฐบาลเตรียมสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ   อันดับที่ 6 ข่าวจริง เรื่อง ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพิ่มวงเงิน เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติปี 2569   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดเรือยอร์ชเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่า 1,125 ล้านบาท เร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านเพจ ทนาย แก๊บ   อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไทย-จีน-สิงคโปร์ ร่วมมือกัน ไม่ส่งน้ำมันให้กัมพูชา   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวบิดเบือน : เรื่อง “ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งสำรองน้ำมันเครื่องบิน ไว้รองรับสถานการณ์ชายแดน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็น “ข่าวบิดเบือน” กรณีที่สื่อออนไลน์นำเสนอประเด็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องข้างต้นนั้น มีที่มาจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศจริง แต่เป็นการกล่าวถึงการเตรียมสำรองน้ำมันสำหรับกรณีฉุกเฉินหากเกิดภาวะสงคราม ไม่ได้มีการระบุเจาะจงถึงสถานการณ์ชายแดนแต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.