Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณากลั่นกรองเพื่อขึ้นนบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการกลั่นกรอง ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ที่หลายคนกำลังมองหาความรัก แต่ "โจรปล้นใจออนไลน์" ก็กำลังจ้องหาเหยื่อเช่นกัน ล่าสุด ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC1441 เปิดเผยตัวเลขน่าตกใจว่า ในรอบปีที่ผ่านมา คนไทยถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่แอบอ้างมาจีบออนไลน์ จนสูญเงินไปกว่า 860 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงในรูปแบบ "Romance Scam" หรือ "การหลอกลวงด้วยความรัก"   จากข้อมูลศูนย์ AOC1441 เผยว่า ที่น่าตกใจคือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 35-55 ปี มีการศึกษาและรายได้ดี แต่เหงาหรือโดดเดี่ยว ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย บางรายโอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันเลย จนหมดตัว   สถานการณ์ปัจจุบัน กับตัวเลขที่น่าเป็นห่วง จากข้อมูลของศูนย์ AOC ระบุว่า - มีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า 3,939 ราย ในรอบ 24 เดือน - มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 860 ล้านบาท - ช่องทางหลัก Facebook, Instagram - เหยื่อเป้าหมาย ผู้หญิง 35-55 ปี (78%), ผู้ชาย 40-60 ปี (22%) - โดยระยะเวลาเฉลี่ยที่ใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ประมาณ 2-6 เดือน ก่อนขอเงิน   เปิดกลโกง เทคนิค "โจรปล้นใจ"  ขั้นตอนที่ 1 สร้างตัวตนปลอม (Fake Identity) มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ โดยมักแอบอ้างเป็น - ทหารอเมริกัน ประจำการในต่างประเทศ - วิศวกรชาวต่างชาติ ทำงานโครงการในต่างแดน - นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ - ผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ เดินทางบ่อย - ใช้รูปภาพที่หล่อ/สวย ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต และสร้างเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ   ขั้นตอนที่ 2 สร้างความสัมพันธ์ (Building Trust) - พูดคุยทุกวัน ส่งข้อความหวานๆ อย่างสม่ำเสมอ - โทรวิดีโอคอล (บางครั้งใช้ AI Deepfake หรือจ้างคนแสดง) - บอกว่า "รักจริง" และ "อยากแต่งงาน" - ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความเชื่อใจ - ใช้เวลา 2-6 เดือน ค่อยๆ เข้าใกล้จนเหยื่อไว้ใจ   ขั้นตอนที่ 3 เริ่มขอเงิน (The Hook) เมื่อได้ใจแล้ว จะเริ่มขอเงินโดยใช้ข้ออ้างต่างๆ - "ป่วยกระทันหันต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องการเงินค่ารักษา" - "ส่งของขวัญราคาแพงมาให้ แต่ติดค่าภาษีศุลกากร" - "อยากบินมาหาที่ไทย แต่เงินไม่พอซื้อตั๋ว" - "โอกาสทางธุรกิจดีมาก แต่ต้องการเงินลงทุนก่อน" - "ลูกเกิดอุบัติเหตุ ต้องการเงินด่วน"   ขั้นตอนที่ 4 เพิ่มแรงกดดัน (Pressure) - สร้างความเร่งด่วน "ต้องโอนวันนี้ ไม่งั้นไม่ทัน" - ใช้อารมณ์ "ถ้าคุณรักฉันจริง ต้องช่วย" - ขู่ "ถ้าไม่ช่วย ฉันอาจตาย/เจ๊ง/หมดอนาคต" - หลอกต่อเนื่อง เมื่อโอนครั้งแรกแล้ว จะมีข้ออ้างใหม่มาขอเงินเพิ่ม   สัญญาณเตือน - วิธีสังเกต "โจรปล้นใจ" สัญญาณที่ 1 หล่อ/สวยเกินจริง - รูปในโปรไฟล์มีไม่กี่รูป และดูไม่เหมือนเป็นคนเดียวกัน - วิธีเช็ก เอารูปไปค้นหาใน Google Image Search   สัญญาณที่ 2 รวยและประสบความสำเร็จมาก - บอกว่าเป็นหมอ ทหาร วิศวกร นักธุรกิจระดับสูง - อยู่ต่างประเทศ หรือทำงานในพื้นที่ห่างไกล - มีเงินเยอะ แต่กลับมาขอเงินคุณภายหลัง (ไม่สมเหตุสมผล)   สัญญาณที่ 3 รักเร็ว จัดเต็ม - เพิ่งคุยกันได้ไม่นาน แต่บอกรัก บอกอยากแต่งงาน - พูดจาหวานเกินจริง เช่น "คุณคือหญิงในฝันของผม" - เร่งสร้างความสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว   สัญญาณที่ 4 ไม่เคยพบหน้า หรือมีข้อแก้ตัวทุกครั้ง - นัดเจอตัวจริงแล้วผิดนัดบ่อยๆ โดยมีข้ออ้างต่างๆ - วิดีโอคอลไม่ชัด หรือทำได้แค่สั้นๆ   สัญญาณที่ 5 เริ่มขอเงิน - แม้มีข้ออ้างใดก็ตาม การขอเงินคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด - หากรักจริง จะไม่ให้คุณเดือดร้อน   AOC แนะนำ หลัก 4 ข้อ ป้องกันตัวเองจากโจรปล้นใจ   1. ไม่โอนเงินให้คนที่ไม่เคยพบหน้า - ไม่ว่าเหตุผลจะดีแค่ไหน อย่าโอนเงินให้คนที่ไม่เคยเจอตัวจริง - หากรักจริง ให้พบหน้ากันก่อน และรอจนเข้าใจกันดีพอ 2. ตรวจสอบตัวตนให้แน่ชัด - เอารูปไปค้นหาใน Google Image - ขอวิดีโอคอลแบบสดๆ ไม่ใช่ที่อัดไว้ - ถามคำถามที่ทำให้รู้ว่าเป็นคนจริงหรือไม่ (ถามเรื่องท้องถิ่น เหตุการณ์ปัจจุบัน) 3. ปรึกษาคนรอบข้าง - เล่าให้เพื่อน ญาติฟัง - คนภายนอกมักมองเห็นสัญญาณเตือนได้ชัดกว่า 4. อย่าเชื่อคำสัญญาเรื่องเงิน - การลงทุนที่ได้กำไร 100% ไม่มีในโลก - หากมีโอกาสดีจริง ทำไมต้องมาชวนคนที่เพิ่งรู้จัก   เมื่อตกเป็นเหยื่อ ทำอย่างไร? - อันดับแรกหยุดโอนเงินทันที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะบอกอะไรมา  - เก็บหลักฐานทั้งหมด ทั้งภาพหน้าจอการสนทนา, สลิปการโอนเงิน, รูปภาพที่ได้รับ, เลขบัญชีที่โอนเงินไป - โทรแจ้งศูนย์ AOC 1441 ทันที  - แจ้งธนาคารระงับบัญชีผู้รับเงิน    ทั้งนี้ ศูนย์ AOC ระบุว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ Romance Scam มักมีจิตใจบอบช้ำรุนแรง ทั้งอับอาย โกรธตัวเอง และซึมเศร้า บางรายอาจคิดสั้น ดังนั้น การดูแลทางจิตใจหลังเหตุการณ์จึงสำคัญมาก ครอบครัวต้องให้กำลังใจและไม่ตำหนิ   อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือหลายคนอาย ไม่กล้าแจ้งความ ทำให้มิจฉาชีพได้ใจ และไปหาเหยื่อรายใหม่ต่อ จึงขอให้ผู้เสียหายกล้าออกมาแจ้งความ เพราะนั่นคือการช่วยคนอื่นๆ ด้วย   ดังนั้น หากคนที่อ้างว่ารักคุณ แต่กลับทำให้คุณต้องกู้เงิน ต้องขายทรัพย์สิน ต้องแบกภาระ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการหลอกลวง ในวันวาเลนไทน์นี้ ขอให้ทุกคนเปิดใจรักได้ แต่เปิดกระเป๋าเงินด้วยสติ “ความรักที่แท้จริง ไม่ทำให้คุณเดือดร้อน ไม่บังคับ และไม่ขอเงิน”   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   -------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,011 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 2,695 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 2,684 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 10 ข้อความ และช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 32 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง M-Flow ส่ง SMS แจ้งประชาชนให้ตรวจสอบและชำระค่าปรับผ่านลิงก์ อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง รฟท. อนุมัติจ้างก่อสร้างรถไฟสายสีแดง 2 เส้นทาง อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.9 ริกเตอร์ ที่ ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. เปิดให้เหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ลงรายชื่อ ขอรับทรัพย์สินคืน ผ่านเพจ เกาะกระแสข่าว-News อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง เฟซบุ๊ก เรยา จันทรทรัพย์ เปิดรับแรงงานไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย วีซ่าถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดหลักสูตรเรียนฟรี ทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้น ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Stock Learning Center อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรุงไทย ยกเลิกแบล็กลิสต์ อายุ 20-65 ปี กู้ 500,000 บาท ผ่อนแค่ 6,500 ต่อเดือน ไม่ต้องมีคนค้ำ สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “M-Flow ส่ง SMS แจ้งประชาชนให้ตรวจสอบและชำระค่าปรับผ่านลิงก์” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากกรมทางหลวง ไม่มีนโยบายส่ง SMS เพื่อแจ้งยอดค้างชำระหรือให้ชำระค่าปรับ  M-Flow โดยให้ประชาชนกดลิงก์ หรือชำระเงินผ่านลิงก์ใด ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม ดังนั้นขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่อาจสร้างความสับสนและความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ -----------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ทั้งนี้ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 165,075 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 6,807 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 6,783 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 17 ข้อความ Line 6 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 39 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 7 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดสอนเทคนิคการเทรด มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ลงทะเบียน ผ่านเพจ Smart Stock Academy - เรียนเรื่องหุ้น อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง แอปพลิเคชัน POLICE CARE สามารถตรวจสอบบัญชีและเบอร์โทรมิจฉาชีพได้ อันดับที่ 3 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นอนคว่ำ นอนตะแคง นอนหงาย เป็นท่านอนทําร้ายกระดูกสันหลัง อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง สิงคโปร์ประกาศสนับสนุนไทย วางตู้คอนเทนเนอร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง แช่เท้าในน้ำร้อน 1 นาที ช่วยบรรเทาไมเกรน อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง รับทำใบขับขี่ถูกกฏหมายทุกชนิด ผ่านเพจ DLT สำนักงานขนส่ง รับต่อและทำใบขับขี่-เร่งด่วน อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเพจเฟซบุ๊ก Ministry of Digital Economy. สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “SET เปิดสอนเทคนิคการเทรด มีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ลงทะเบียน ผ่านเพจ Smart Stock Academy - เรียนเรื่องหุ้น” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจาก SET ไม่มีการเปิดสอนเทคนิคเทรดหรือรับสมัครผ่านเพจเอกชน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการโฆษณาผ่านช่องทางสื่อโซเชียลโดยบุคคลภายนอก ดังนั้นอย่าหลงเชื่อเพจที่แอบอ้างชื่อหรือโลโก้ SET และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์และช่องทางอย่างเป็นทางการของ SET เท่านั้น หากพบการแอบอ้างให้แจ้งแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่| เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com| Line ID: @antifakenewscenter| Facebook : Anti-Fake News Center Thailand| X : @AFNCThailand| TikTok : @antifakenewscenter| IG : afnc_thailand/ ---------------------------------------------------



วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลพันธมิตรยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 พร้อมเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมและสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมทั้ง 5 กลุ่มข่าวและกลุ่มนิติกร” ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก   สำหรับการอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อทบทวน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อมุ่งหมายในการร่วมกันแก้ไข ป้องกันปัญหาข่าวปลอม สร้างความเข้าใจร่วมกันในกระบวนการปฏิบัติงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ ในเครือข่าย พร้อมทั้งเพื่อที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี หรือมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบมิจฉาชีพออนไลน์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,983 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 5,217 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 5,213 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line 3 ข้อความ และ Website 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 34 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 4 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง จนท. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย จากเหตุลอบวางระเบิด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา   อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง SET เปิดหลักสูตรเรียนเรื่องหุ้น ตั้งแต่พื้นฐานจนชำนาญ เรียนจบรับวุฒิบัตร ผ่านเพจ Learn Stock Academy   อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง ชมพู่คลองหาด ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI (สินค้าท้องถิ่น) ลำดับที่ 2 ที่สร้างมูลค่าสูง   อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ลงทุนหุ้นผ่าน Line ID : @269rttdy ปลอดภัยดี มีใบรับรองจาก ก.ล.ต.   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดกว่า 10 ล้านบาท ลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจ Digital News Coordination - Thailand   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนออนไลน์ปี 69 ยืม 100,000 บาท คืน 1,688 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok ghjiotawcfo   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง เปิดรับคนไทยไปทำงานฟาร์มองุ่นที่ประเทศออสเตรเลีย รายได้ดี ถูกกฎหมาย สมัครได้ที่เพจ Sutiya Phoya   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “จนท. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย จากเหตุลอบวางระเบิด ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยจากเหตุการณ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการด้านการข่าว และสืบสวนสอบสวน จนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีได้   ต่อมา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.30 น. หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมประจำจังหวัดยะลา ได้จัดกำลังร่วมกับกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม เข้าบังคับใช้กฎหมายต่อเป้าหมายในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยไว้ได้ พร้อมตรวจยึดวัตถุพยานจำนวนหนึ่ง และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยยืนยันว่า การปฏิบัติเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -------------------------------------------------------------------------



วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมที่ดิน ครบรอบ 125 ปี พร้อมร่วมสมทบทุน โดยมี ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ สันประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกรมที่ดิน ให้การต้อนรับ ณ ห้องลีลาศ ชั้น 6 กรมที่ดิน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน   ทั้งนี้ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,024 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,018 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,014 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Website 4 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 35 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 6 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่   อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง ประกาศวันหยุดราชการ วันที่ 17 ก.พ. 69 เนื่องในวันตรุษจีน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง   อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวโดยไม่ปรุงให้สุก เสี่ยงติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ   อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง สมัครไปทำงานเกษตรที่ออสเตรเลียกับเพจเฟซบุ๊ก Thawan Senapatra สัญญาจ้าง 3 ปี ผ่านกรมแรงงาน ถูกกฎหมาย 100 %   อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง กัญชาอันตรายและทำให้เสพติดน้อยกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยากลุ่มนอนหลับ   อันดับที่ 5 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดสินเชื่อช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 100,000 บาท รับทั้งลูกค้าเก่า/ใหม่ รายได้ 9,000 บาท ผ่านติ๊กต็อก klwynrqpxou   อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดไลน์ทางการใหม่ ชื่อ สำนักงาน กลต.   อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ทุกชนิด ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่ทุกชะนิด   สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “ประกาศวันหยุดราชการ วันที่ 17 ก.พ. 69 เนื่องในวันตรุษจีน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกับ เพจ Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” โดยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2556 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 กำหนดให้วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี (วันรายอปอซอ) วันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา (วันรายอฮัจยี) ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาอิสลาม และวันตรุษจีน ทั้งยังเป็นวันสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นวันหยุดราชการประจำปีในพื้นที่จังหวัดสงขลา นั้น   เนื่องจากวันตรุษจีน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีและประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีข้างต้น จึงประกาศให้วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันหยุดราชการ เนื่องในวันตรุษจีน ประจำปีพุทธศักราช 2569 จำนวน 1 วัน เฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และ สงขลา   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมหารือเรื่อง “ความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ” ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารตรวจบุคคล (Terminal) ตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดตาก   นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมลงพื้นที่ จุดตรวจวังผา อ.แม่ระมาด จ.ตาก (พิกัดตรงข้ามชเวก๊กโก่) และบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง อ.แม่สอด จังหวัดตาก (พิกัดตรงข้ามเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน KK-Park) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ตามกรอบการหารือใน 3 ประเด็นได้แก่   1.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อยับยั้งการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหาย  2.การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ที่มีกระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC) เป็นหน่วยประสานงานหลักในการแก้ไขปัญหา พร้อมรับฟังความคืบหน้า ข้อจำกัด และแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  3.การจัดการอาชญากรรมข้ามพรมแดน ปัญหาฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน การหารือด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake News Center: AFNC) กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 300 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคม รวมถึงภาคประชาชน ดำเนินการแก้ไข และป้องกันปัญหาข่าวปลอม ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งของการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบอย่างรวดเร็วทันท่วงที ก่อนจะมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี   ขณะเดียวกัน AFNC ยังได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยมีประชาชนเข้าถึงการแจ้งเตือนภัย ในปี 2566 จำนวนเฉลี่ย 22.25 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2567 จำนวนเฉลี่ย 23.50 ล้านครั้ง/เดือน และในปี 2568 จำนวนเฉลี่ย 24.25 ล้านครั้ง/เดือน รวมแล้วจากทุกช่องทาง AFNC มีประชาชนเข้าถึงมากกว่า 864 ล้านครั้ง    สำหรับปัจจุบันมีประชาชน ผู้ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ 1) Website : www.antifakenewscenter.com  จำนวน 35,040,878 ผู้รับชม 2) Line Official Account : @antifakenewscenter  จำนวน 2,797,644 ผู้ติดตาม 3) Facebook : Anti-Fake News Center Thailand  จำนวน 136,904 ผู้ติดตาม 4) Twitter : @AFNCThailand  จำนวน 19,161 ผู้ติดตาม 5) TikTok: @AFNC_Thailand จำนวน 5,190 ผู้ติดตาม 6) Instagram: @AFNC_Thailand จำนวน 1,346 ผู้ติดตาม   นอกจากนี้ AFNC ยังได้ทำความร่วมมือข้อตกลงร่วมกันกับสมาคมธนาคารไทย 16 ธนาคาร เครือข่ายสื่อมวลชนที่ช่วยเผยแพร่ข่าวปลอมที่เป็นกระแส ร่วมทั้งความร่วมมือกับกองทุนสื่อปลอดภัย และกองทุนสื่อสร้างสรรค์ อาสาสมัครดิจิทัล หรือ อสด. และล่าสุดได้มีการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการแจ้งเตือนภัยผ่านบริการแพลตฟอร์ม "Safety Check"  ร่วมกับบริษัท Line โดยสร้างกลไกการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข่าว ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากภาครัฐเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ตลอดจนสนับสนุนการป้องกันและลดผลกระทบจากข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเตรียมพร้อมและรับมือสาธารณภัยผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน   “กระทรวงดีอี ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูล และมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างทันเวลา ในอนาคตจะมีการนำเอา AI มาช่วย ในการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวจริง โดยจะเร่งผลักดันให้เกิด Impact สูงสุด ในการเผยแพร่การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวง ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ หรืออาชญากรรมทางการเงิน (Financial Fraud) ในรูปแบบต่าง ๆ ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน” นายพชร กล่าว    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com | Line ID: @antifakenewscenter | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand | X : @AFNCThailand | TikTok : @antifakenewscenter | IG : afnc_thailand/   -----------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.