Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

 วันนี้ 22 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 109 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และการประชุมผ่านระบบทางไกล

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งมาตรการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีของ SMS แนบลิงก์หลอกลวง จากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพ ที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้ช่องทางของ SMS หรือข้อความแนบลิงก์ ในโทรศัพท์มือถือของประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยลิงก์ดังกล่าว อาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการติดตั้งระบบดึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือดูดเงินในบัญชีของประชาชน ซึ่งสร้างผลกระทบและความเสียหายให้กับประชาชน ดังนั้น กระทรวง ดีอี จึงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม เร่งดำเนินมาตรการป้องกันการส่ง SMS แนบลิงก์หลอกลวง โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การลงทะเบียน Sender Name ใหม่ทั้งระบบ ภายในปี 2567 นี้ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการ และ ผู้ส่ง SMS คือใคร 2. มาตรการความปลอดภัยสำหรับการส่ง SMS แนบลิงค์ ดังนี้   2.1 ผู้ส่งข้อความ (Sender Name) SMS แนบลิงก์ จะต้องลงทะเบียนกับผู้ให้บริการเครือข่ายทุกครั้ง   2.2 สำหรับการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user)   2.3 หากกรณีที่มีการตรวจพบ        - ข้อความแนบลิงก์หลอกลวง        - ข้อความแนบลิงก์ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน        - ข้อความอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการติดต่อถึงบุคคลอื่น เช่น ไอดี Line ทั้งนี้มอบหมายให้ ตร. ดำเนินการ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 โดยให้ดำเนินการแจ้งผู้ให้บริการเครือข่ายยกเลิกสัญญาบริการกับผู้ส่งข้อความ (Sender Name) และผู้ให้บริการต้องแจ้งข้อมูลการลงทะเบียนของผู้ส่งข้อความให้กับทาง ตร. เพื่อดำเนินคดีตากฎหมายกับผู้ส่งข้อความต่อไป         “สำหรับมาตรการ Cleansing Sender Name  ดังกล่าวจะเป็นการป้องกันและปราบปรามมิจฉาชีพในการส่งข้อความ SMS แนบลิงก์หลอกลวงเพื่อใช้ในการติดตั้งระบบดูดเงิน หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นจำนวนมาก โดยกำหนดลงทะเบียนให้ผู้ส่งข้อความจบภายในปี 2567 นี้”        อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน โดยขอให้ตรวจสอบอย่างละเอียด หากมีการส่ง SMS แนบลิงก์ เข้ามาจากผู้ส่งข้อความ (เบอร์โทร) ที่น่าสงสัย หากมีการแอบอ้างในข้อความว่าเป็นหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือธนาคาร ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ไม่มีนโยบายในการให้ ข้าราชการ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ ส่ง SMS ผ่านเบอร์โทรส่วนตัวถึงประชาชน โดยหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามผ่านสายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว ‐---------------------------------------------------

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลการสื่อสารโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการแจ้งข้อมูลที่ทันสมัยและปลอดภัย โดยมี ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้แทนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 25 ตุลาคม 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นตัวแทนร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน "โครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย โดยมี นางสาวสุกัญญา ทรัพย์อุดมมั่งมี หัวหน้าฝ่ายบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย และคณะ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติฯ ชั้น 2 อาคารเทิดพระเกียรติฯ สภากาชาดไทยณ สภากาชาดไทย   สำหรับการร่วมสมทบทุนในครั้งนี้ เป็นการร่วมสมทบทุนเพิ่มเติมจากครั้งก่อน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ในโอกาสที่กระทรวงดีอี ได้เชิญชวนบุคลากรและผู้เข้าร่วมงานวันสถาปนาครบรอบ 8 ปี ของกระทรวงฯ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนกองทุนสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

  วันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมปาฐกถาพิเศษในงาน Exhibition Industry Summit 2024 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “See Tomorrow Now” การประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions) ระดับโลกและภูมิภาค จัดโดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ณ โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ   สำหรับงานงาน Exhibition Industry Summit 2024 เป็นเวทีแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางและจุดหมายปลายทางสำคัญของการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า และความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนของไทย นับเป็นเวทีสำคัญที่จะเชื่อมโยงนักธุรกิจระดับโลก สร้างโอกาส สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติ ทางธุรกิจ และการลงทุน

วันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Battle Strategy แผนฝ่าวิกฤติ พิชิตสงคราม : เศรษฐกิจยุค AI โอกาสของไทยและความเสี่ยง” พร้อมบรรยายพิเศษ session 1 ในหัวข้อ แนวรบประเทศไทยยุค AI “New Business to New Economy” เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและภาคธุรกิจไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก จัดโดย หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เผยภาพผู้ต้องหา THE iCON GROUP ในเรือนจำ” รองลงมาคือเรื่อง “ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 ผู้ลงทะเบียนได้รับทุกคนในเดือนธันวาคม จะโอนเงินเข้าแอปฯ ทางรัฐ” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน ความเข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11-17 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 821,387 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 400 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 375 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 248 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 101 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 95 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 30 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 27 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 88 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ และนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวข้อง และมีผลกระทบต่อสังคม สร้างความวิตกกังวล หรือความเข้าใจผิด โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เผยภาพผู้ต้องหา THE iCON GROUP ในเรือนจำ อันดับที่ 2 : เรื่อง ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 ผู้ลงทะเบียนได้รับทุกคนในเดือนธันวาคม จะโอนเงินเข้าแอปฯ ทางรัฐ อันดับที่ 3 : เรื่อง พายุไต้ฝุ่น เข้ามาอีก 3 ลูก น้ำท่วมกรุงเทพฯ แน่นอน อันดับที่ 4 : เรื่อง หากคอเลสเตอรอลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูง ไม่ต้องทานยา เพราะยาเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจ อันดับที่ 5 : เรื่อง ต้นต้อยติ่งนำไปต้มน้ำ แล้วนำมาดื่มก่อนอาหาร เช้า เย็น สามารถช่วยฟื้นฟูไตได้ อันดับที่ 6 : เรื่อง การไฟฟ้าแจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบดิจิตอลให้ฟรี โดยให้ติดต่อผ่านไลน์ อันดับที่ 7 : เรื่อง ทำ IF ปล่อยให้ร่างกายหิว ช่วยกำจัดเซลล์ที่ป่วย และโรคอัลไซเมอร์ อันดับที่ 8 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดให้ติดต่อ PEA e-Service โดยส่งเอกสารผ่านไลน์ และสนทนาวิดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่ อันดับที่ 9 : เรื่อง เจ้าหน้าที่กรมขนส่งเปิดช่องทางให้ ลงทะเบียนทำใบขับขี่ออนไลน์เพียง 1 ชั่วโมง ผ่านเพจ ศูนย์การจัดการออกบัตรใบขับขี่ DLT อันดับที่ 10 : เรื่อง กรุงไทยเปิดให้ลงทะเบียนอาชีพอิสระ แม่ค้า ลูกจ้าง กู้ได้ 5 หมื่น ผ่อน 826 บาท/เดือน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐและโครงการของรัฐ มากถึง 6 อันดับ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด ให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เผยภาพผู้ต้องหา THE iCON GROUP ในเรือนจำ” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอีได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผู้ต้องหา THE iCON GROUP ขณะที่อยู่ในเรือนจำ ทางสื่อต่าง ๆ นั้น พบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพประกอบในละคร “ศีล 5 คนกล้า ท้าอธรรม” ซึ่งภาพดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับกรมราชทัณฑ์ และมิใช่ภาพจำลองเหตุการณ์จริง รวมถึงไม่ใช่สถานที่ภายในเรือนจำแต่อย่างใด โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นภาพที่ถ่ายจากภายในเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจาก กรมราชทัณฑ์ สามารถติดตามได้ที่ www.correct.go.th หรือ โทร. 02-967-2222 ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 ผู้ลงทะเบียนได้รับทุกคนในเดือนธันวาคม จะโอนเงินเข้าแอปฯ ทางรัฐ” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอีได้ประสานงานตรวจสอบคลิปข้อมูลกล่าวร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และขอชี้แจงว่า ปัจจุบัน “แอปพลิเคชันทางรัฐ” ยังไม่มีการเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารและไม่มีการเก็บข้อมูลบัญชีธนาคารของประชาชนแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่มีการโอนเงินเข้า “แอปฯ ทางรัฐ” โดยขณะนี้ “แอปทางรัฐ” จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการของหน่วยงานรัฐเท่านั้น ภายใต้วิธีการเชื่อมต่อที่มีการควบคุมกำกับดูแล และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง ไม่มีการเปิดให้บุคคลทั่วไป หรือภาคเอกชน หรือธนาคารเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีและระบบบริการกับแอปพลิเคชันแต่อย่างใด ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด อันดับที่ 1 เรื่อง “ปปง. เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายจากคดีดิไอคอนกรุ๊ป ติดต่อรับเงินคืน ผ่านเพจ แจ้งข่าวสารประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน” รองลงมาคือเรื่อง “ปปง. ยึดทรัพย์หมื่นล้านจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตรียมคืนเงินเยียวยาให้ประชาชนที่ถูกหลอก” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11-17 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 821,387 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 400 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 375 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 248 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 101 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ปปง. เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายจากคดีดิไอคอนกรุ๊ป ติดต่อรับเงินคืน ผ่านเพจ แจ้งข่าวสารประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน อันดับที่ 2 : เรื่อง ปปง. ยึดทรัพย์หมื่นล้านจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เตรียมคืนเงินเยียวยาให้ประชาชนที่ถูกหลอก อันดับที่ 3 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดให้คำปรึกษาประชาชนที่ถูกหลอกลวงผ่านเพจ ศูนย์ลงทะเบียนและช่วยเหลือทางออนไลน์ อันดับที่ 4 : เรื่อง กองทุนรวมสําหรับมือใหม่ เปิดให้เทรดหุ้นโรงไฟฟ้า ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. อันดับที่ 5 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดช่องทางการติดตามเงินคืนและช่วยเหลือแจ้งอายัดทรัพย์สิน ผ่านเพจ หน่วยงานปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต อันดับที่ 6 : เรื่อง SET เปิดคอร์สเรียนแล้วเซียน เทรดเป็นใน 15 วัน ไม่มีค่าใช้จ่าย อันดับที่ 7 : เรื่อง ลงทุนหุ้นผ่านเว็บไซต์ zipmexmarket ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. อันดับที่ 8 : เรื่อง ติดต่อลงทะเบียน คุ้มครองสิทธิ์ผู้โดนโกง ผ่านเพจ News releases for the economy and society อันดับที่ 9 : เรื่อง PTT เปิดลงทุนสร้างรายได้ ปั้นพอร์ตเริ่มต้น 1,000 สู่กำไรหลักล้านบาท รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 10 : เรื่อง SET เปิดคอร์สบุฟเฟ่ต์ความรู้ เปิดรับจำนวนจำกัด 499 ท่าน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการรับเรื่องร้องทุกข์ และการเปิดให้ลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากบริษัทที่กำลังเป็นกระแส รวมถึงการชวนร่วมลงทุนในหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “ปปง. เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายจากคดีดิไอคอนกรุ๊ป ติดต่อรับเงินคืน ผ่านเพจ แจ้งข่าวสารประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน” ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ” นายเวทางค์ กล่าว ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ โดยเพจดังกล่าวไม่ใช่เพจของสำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ปปง. ไม่เคยเปิดเพจเฟซบุ๊กอื่นเพื่อรับคำร้องหรือช่วยเหลือผู้เสียหาย สำหรับกรณีผู้เสียหายที่ต้องการยื่นคำร้องของคุ้มครองสิทธิ สามารถใช้ช่องทางการยื่นคำร้อง 3 ช่องทาง ได้แก่1. ยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงาน ปปง. หรือสถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด2. ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน3. ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนด (จะมีการระบุไว้ในประกาศฯ) ขณะเดียวกัน ปปง. มีเพจเฟซบุ๊กเดียวชื่อ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน – ปปง. โดยมีสัญลักษณ์เครื่องหมายถูกสีฟ้า (Meta Verified) อยู่ด้านหลังชื่อเพจ ซึ่งผ่านการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว (ลิงก์ : https://www.facebook.com/AMLOTHAILAND/) ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจาก ปปง. ได้ที่เว็บไซต์ https://www.amlo.go.th/index.php/th/ หรือ โทร. 02-219-3600 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดการหลงเชื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 27 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด กระทรวงดีอี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 กรุงเทพฯ



นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการการตรวจสอบและปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ   กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีผลการดำเนินงานถึง 17 ต.ค.67 ระงับบัญชีม้ารวมกว่า 1,100,000 บัญชี แบ่งเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 559,843 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 324,192 บัญชี   ทั้งนี้ผลจากการเร่งรัดปราบปรามปิดบัญชีม้า และจับกุมบัญชีม้าอย่างเข้มข้นดังกล่าว ทำให้มิจฉาชีพได้เปลี่ยนวิธีการการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยใช้วิธีจดทะเบียนนิติบุคคลและนำหลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้านิติบุคคล) และนำบัญชีม้านิติบุคคลนั้น มาใช้เป็นบัญชีรับเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนหลายคดี รวมถึงนำมาเป็นบัญชีรับเงิน-จ่ายเงินให้กับกลุ่มเว็บพนันออนไลน์อีกด้วย   จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2567 พบบัญชีม้าที่เป็นนิติบุคคล จำนวน 602 บัญชี มูลค่าความเสียหายที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน ประมาณ 680 ล้านบาท   ดังนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยกระทรวงดีอี จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาภัยออนไลน์ดังกล่าว โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พิจารณาการกวดขันการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนบัญชีนิติบุคคลอย่างเข้มงวด โดยเสนอให้เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบกรรมการที่มีชื่อในนิติบุคคลว่าเป็นรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ และมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการจับกุมบัญชีม้านิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาสำหรับประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาลต่อไป   ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างการดำเนินการเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนธุรกิจของนิติบุคคลต่าง เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยจะมีการประชุมหารือร่วมกับ ปปง. ตร. และธนาคาร ในรายละเอียดและวิธีการเชื่อมโยงข้อมูลรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง (HR-03) รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลของกรรมการก่อนรับจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล   “ในภาพรวม กระทรวง ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งการการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แก่ประชาชน เชื่อส่งผลลดความเสียหายในเดือนกันยายนจากคดีออนไลน์ เหลือมูลค่า 1,974 ล้านบาท ถึงแม้จะยังสูงอยู่ แต่ก็ลดลง กว่า 1,500 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกปีนี้ (มค - มิย 67) ที่ความเสียหายเฉลี่ย 3,514 ล้านบาทต่อเดือน ” รองนายกฯประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์ โดยได้เร่งรัดการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาล และขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน เพื่อเป็นการตัดช่องทางการหลอกลวงของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อีกทางหนึ่ง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------


นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21-27 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 213,500 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่าย DTAC แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลทองคำน้ำหนัก 5 บาท และได้มีการเพิ่มเพื่อนทาง Line เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนเพื่อยืนยันการรับรางวัลทางบริษัท โดยมีการสแกนใบหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เงียบหายไป ผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติ จึงพยายามพิมพ์ข้อความติดต่อกลับไปแต่ไม่มีการตอบกลับ ต่อมาภายหลังได้เช็คยอดเงินในบัญชีของตนเอง พบว่ามีการโอนเงินออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 101,115 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อกู้เงินผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินค่าดำเนินการ และค่าประกันสินเชื่อก่อน แล้วรอการอนุมัติสินเชื่อ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ต่อมาภายหลังต้องการติดตามความคืบหน้าสินเชื่อ แต่ไม่ สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 258,831บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าให้ผู้เสียหายยืนยันการคุ้มครองเงินบำนาญ หลังจากนั้นมิจฉาชีพได้ให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอน รวมถึงสแกน QR Code เพื่อยืนยันข้อมูลแล้วก็แจ้งว่าดำเนินการให้เรียบร้อย ต่อมาภายหลังผู้เสียหายจะชำระสินค้าโดยโอนเงินผ่าน Mobile Banking จึงพบว่ายอดเงินในบัญชีไม่เหลือ ได้ถูกโอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 406,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากทางมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนหารายได้ พิเศษ เป็นการลงทุนซื้อขายออนไลน์สินค้าของใช้ทั่วไป โดยให้ตนโอนเงินลงทุนเข้าไปก่อน จึงจะได้รับกำไร เมื่อลงทุนในระยะแรกได้กำไรดี ตนจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มสะสมเพื่อเป็นกำไร หวังผลในโอกาสถอนครั้งต่อไป ปรากฏว่าเมื่อต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ จากนั้น พยายามติดต่อปลายทางแต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 110,530 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพร์ไฟล์เป็นหญิงสาว หน้าตาดีและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินไปร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับรองเท้า เพื่อเป็นเงินในการสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย ผู้เสียหายจึงขอโทรวิดีโอคอล ฝ่ายหญิงปฏิเสธและทำการบล็อก ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,089,976 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,159,5403 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,221 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 356,313 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,120 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 105,6230 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.64 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 87,535 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.58 (3) หลอกลวงลงทุน 55,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.46 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 29,270 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.21 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 27,880 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.82 (และคดีอื่นๆ 50,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือหลอกลวงให้มีการกู้เงิน รวมทั้งหลอกลวงให้ลงทุนในธุรกิจ ด้วยวิธีการติดต่อโทร หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ก่อนที่จะให้สแกนใบหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line  ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างมีการแอบอ้างให้บริการสินเชื่อ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความน่าเชื่อถือของบริษัที่ให้บริการ รวมทั้งการให้รางวัล หรือโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง และควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และการสแกนใบหน้า นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                     --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ 28 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างบริการคลาวด์ภาครัฐ ครั้งที่ 3/2567 ซึ่งเป็นความต่อเนื่องในการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างบริการคลาวด์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ดีอี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.