Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

            พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และคณะ พร้อมด้วยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางมาให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ได้เข้าพักในอาคารหอพัก ซึ่ง CAT ได้เอื้อเฟื้อสถานที่ และจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก ไว้เป็นอย่างดีจำนวน 145 ห้อง ขณะนี้เข้าพักแล้ว 25 ห้อง เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้ได้รับความสะดวกสบายในการพักผ่อน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อระหว่างกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและค่าใช้จ่ายที่พัก ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์สามารถปฏิบัติงานได้ อย่างเต็มที่ ณ อาคารหอพัก CAT สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563 สำหรับอาคารหอพัก CAT ตั้งอยู่ใกล้กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีความสะดวกสบายด้วยห้องพักสะอาด ขนาดมาตรฐาน เครื่องปรับอากาศ  สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมระบบคีย์การ์ดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง             พร้อมกันนี้ พล.อ.ประวิตร  ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณ และชื่นชมทั้ง 3 หน่วยงานได้แก่ ดีอีเอส ,CAT และ รพ.จุฬาภรณ์ ที่ได้ร่วมมือกันในภาวะที่ประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการให้หน่วยงานต่างๆทุกภาคส่วน สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และเชื่อมั่นว่าจะมีหน่วยงานอื่นๆพร้อมที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุน ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ที่กำลังทำหน้าที่ในเวลานี้   *****************      

ข้อมูลติดต่อ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)ชั้น 7 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 021426888อีเมล contact@ncsa.or.th

เอกสารเผยแพร่ สาระสำคัญของกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ - (29-04-2563) แนวทางกำหนดหลักเกณฑ์บริการที่จัดเป็น Critical Services  - (10-04-2563) ร่างนโยบายและแผนที่เกี่ยวข้อง ร่างนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ - (19-05-2564) ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ - (19-05-2564) ร่างนโยบายบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (19-05-2564) ร่างแผนประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (19-05-2564)

        พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ รวมทั้งให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบงานตามพระราชบัญญัติ และประสานการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าในสถานการณ์ทั่วไปหรือสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงอย่างร้ายแรง อันจะทำให้การป้องกันและการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ         ในวาระเริ่มแรก กำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จนกว่าจะจัดตั้งสำนักงานแล้วเสร็จ และให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เลขาธิการจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเลขาธิการตามมาตรา 79 วรรคสอง สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ทำเนียบเลขาธิการ1. นางสาวอัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย  ดำรงตำแหน่ง : 28 พ.ค. 2562 - 31 ธ.ค. 25632. พลโท ปรัชญา เฉลิมวัฒน์ดำรงตำแหน่ง : 1 ม.ค. 2564 - ปัจจุบัน หน้าที่และอำนาจของสำนักงานฯ(1) เสนอแนะและสนับสนุนในการจัดทำนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และแผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรา 9 ต่อคณะกรรมการ (2) จัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (4) เสนอต่อ กกม. เพื่อให้ความเห็นชอบ (3) ประสานงานการดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศตามมาตรา 53 และมาตรา 54 (4) ประสานงานและให้ความร่วมมือในการตั้งศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศและต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกำหนดมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (5) ดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ (6) เฝ้าระวังความเสี่ยงในการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ติดตาม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ (7) ปฏิบัติการ ประสานงาน สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือตามคำสั่งของคณะกรรมการ (8) ดำเนินการและให้ความร่วมมือหรือช่วยเหลือในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยเฉพาะภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กระทบหรือเกิดแก่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (9) เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงการสร้างความตระหนักด้านสถานการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ร่วมกันเพื่อให้มีการดำเนินการเชิงปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการและเป็นปัจจุบัน (10) เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและเหตุการณ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน (11) เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (12) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ (13) ศึกษาและวิจัยข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งดำเนินการอบรมและฝึกซ้อมการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นประจำ (14) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (15) รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการ  ทั้งนี้ ตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด (16) ปฏิบัติงานอื่นใดอันเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศตามที่คณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตาม (6) ให้สำนักงานจัดตั้งศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงานภายในสำนักงาน และให้มีหน้าที่และอำนาจตามที่คณะกรรมการกำหนด


ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ ในตำแหน่งนักเทคโนโลยีสารสนเทศปฏิบัติการ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ






            ดีอีเอส โชว์ผลการทำงานร่วมกันของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และศปอส.ตร. ปูพรมค้น 9 จุดปล่อยเฟคนิวส์ท้าทาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดำเนินคดีเด็ดขาดกับมือโพสต์ 2 ราย               พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ หัวหน้าชุดประสานงานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ โดยนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผอ.ศปอส.ตร.(PCT) ได้สั่งการตามนโยบายรัฐบาลให้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำความผิด และดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง บิดเบือนข่าวสารในสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548               ภายใต้ปฏิบัติการร่วมกันครั้งนี้ เบื้องต้นมีการมอนิเตอร์ 9 จุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามหมายค้นเป้าหมาย เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ในจำนวนนี้มีการขอหมายค้นเข้าตรวจค้น จำนวน 2 รายที่มีการโพสต์เฟซบุ๊กข่าวปลอมและสร้างความตระหนกให้ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งจะมีการดำเนินคดีต่อไป ได้แก่ ลือเคอร์ฟิว 24 ชม. เริ่มเสาร์-อาทิตย์นี้ ต้องตุนอาหารและเครื่องดื่ม ผู้โพสต์อยู่ที่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ยอมรับว่านำเนื้อหาจากที่อ่านจากคอมเม้นท์ตามเฟซมาโพสต์ โดยไม่ได้กลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูล               อีกรายคือ ผู้โพสต์ไปรษณีย์เตือน! มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 จากจดหมายหรือพัสดุ  ผู้โพสต์มีที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จากการตรวจค้นที่พักไม่พบตัว และทำการออกหมายเรียกเพื่อมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว มั่นใจว่าจะได้ตัวแน่นอน               สำหรับการตรวจค้นอีก 7 จุด ได้มีการพบตัวผู้กระทำผิด ได้แก่ พบพนักงานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยติดเชื้อ, ด่วน! ย้ายศูนย์ ศบค. หลังพบ จนท. เริ่มติดเชื้อ COVID-19, ห้ามกิน! เห็ดเข็มทองเพราะมีพิษโควิด-19 อันตรายถึงชีวิต, รัฐบาลเตรียมประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้าน 24 ชม. ภายในสัปดาห์หน้า (2 รายในพื้นที่ จ.ชลบุรี) และห้ามใช้อินเตอร์เน็ตว่าร้ายรัฐบาล (2 รายในพื้นที่ จ.สงขลา และจ.ฉะเชิงเทรา)                 โดยในส่วนของผู้โพสต์ข่าวปลอมอีก 7 รายนี้ หลังสอบสวนได้มีการเตือนให้ระงับ/สั่งให้แก้ไขข่าว อาศัยอำนาจตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 1) ข้อที่ 6 ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ระบุว่า “การเสนอข่าว ห้ามการเสนอข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด 19) อันไม่เป็นความจริงและอาจทำให้ ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารดังกล่าวอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าหน้าที่เตือนให้ระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าว หรือหากเป็นกรณีที่มีผลกระทบรุนแรง ให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548                  “2 รายแรกมีการดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ให้อำนาจไว้ และถ้าพบความผิดเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติม การดำเนินคดีเราจะมุ่งที่บุคคลผู้เป็นคนโพสต์ต้นทาง และโพสต์นั้นเข้าถึงคนจำนวนมาก สร้างความเสียหายหรือความตื่นตระหนก ส่วนกรณีที่เป็นความผิดครั้งแรก และไม่ได้เกิดความเสียหายจำนวนมาก เราจะตักเตือนก่อนในครั้งแรก” พล.ต.ต.พันธนะกล่าว                 ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็นช่วงที่ประชาชนทุกคนมีความยากลำบากอยู่แล้ว ดังนั้น การโพสต์ข่าวปลอมที่ทำให้คนเกิดความตื่นตระหนกและวุ่นวาย จึงเป็นการซ้ำเติมประชาชนเข้าไปอีก และยังเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะมีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด จึงขอเตือนไปยังผู้ที่คิดจะโพสต์ข่าวปลอมให้ระมัดระวัง และขอให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งสติ ไม่ส่งต่อข่าวใดๆ ที่ไม่มีแหล่งที่มา และต้องตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้เท่านั้น                  ขณะที่ พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทำให้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้กระทำการโพสต์ เสนอข่าวอันไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือบิดเบือนข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงขอเตือนประชาชน การจะโพสต์ข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจทำให้เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   **************    

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยภายหลังจากที่นำคณะผู้บริหารของบริษัท ทีโอที จำกัด ร่วมส่งมอบ “COVID-19 Test Station” ให้กับ รพ.สมุทรสาคร รพ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และ รพ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ว่า ตู้ COVID-19 Test Station ดัดแปลงมาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ โดยเจาะช่องสำหรับสอดมือเพื่อเก็บสารคัดหลั่ง เปลี่ยนกระจกของตู้โทรศัพท์เป็นแผ่นอะคริลิกใสป้องกันละอองฝอยกระเด็นถูกผู้ตรวจ ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ตรวจหาเชื้อ COVID -19 ได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งยังติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์ส่องสว่างเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน ในอนาคตมีแผนจะพัฒนาร่วมกับ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะนำตู้โทรศัพท์ 2 ตู้มาประกบกัน และมีล้อเลื่อนเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้าย โดยตู้หนึ่งจะเป็นตู้สำหรับแพทย์ที่มีระบบปรับอากาศ (fresh air) และอีกตู้หนึ่งจะเป็นตู้ของผู้ที่มารับการตรวจเชื้อโควิด ซึ่งแพทย์จะตรวจคนไข้ผ่านช่องที่มีถุงมือยางยื่นเข้าไปเช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ตู้ COVID-19 Test Station ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น เป็นจุดคัดกรองคนไข้ จุดตรวจของแพทย์สนาม จุดฉีดวัคซีน และจุดจ่ายยาให้กับคนไข้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดจำนวนบุคลากรลงด้วย ที่ผ่านมากระทรวงดีอีเอส โดยบริษัท ทีโอที จำกัด ได้มอบตู้ COVID-19 Test Station ให้กับ รพ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ไปใช้งานแล้ว และยินดีที่จะมอบให้กับโรงพยาบาลที่มีความต้องการต่อไป โดย รมว.ดีอีเอส ได้สั่งการให้ทีโอทีเร่งพัฒนาตู้ COVID-19 Test Station ให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น และประสานงานโรงพยาบาลที่มีความต้องการใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล รมว.ดีอีเอส กล่าวด้วยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยและให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรทางการแพทย์เป็นอย่างมาก กระทรวงดีอีเอสจึงได้สานต่อนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล โดยพัฒนานวัตกรรมทางดิจิทัลให้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของแพทย์พยาบาล และให้บริการประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ให้ได้มากที่สุด                                                                                                             ----------------------------------------------------

16 เม.ย.63 ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.สมุทรสาคร นายพิพัฒน์ ขันทอง กรรมการและ รก.กจญ.พร้อมคณะผู้บริหาร ทีโอที ร่วมส่งมอบตู้ COVID-19 Test Station ให้กับนายแพทย์ อนุกูล ไทยถานันดร์ ผอ.รพ.สมุทรสาคร แพทย์หญิงอุไรวรรณ จำนรรจ์สิริ ผอ.รพ.กระทุ่มแบนและนางอุดมพร ทรัพย์บวร หัวหน้ากลุ่มงานทันตกรรม รพ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อนำไปเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกของบุคลากรทางการแพทย์ในการเก็บสารคัดหลั่งของผู้ป่วยเพื่อตรวจสอบหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความปลอดภัยจาการติดเชื้อแล้ว ยังช่วยลดการใช้บุคลากรได้อีกด้วย ทั้งนี้ ทีโอที สมุทรสาคร ได้มีการนำตู้โทรศัพท์สาธารณะมาประยุกต์ดัดแปลงเป็นตู้ตรวจผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางแพทย์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการร่วมกันต่อสู้กับโรคโควิด-19 ไปด้วยกัน                                                                      ---------------------------------------------------------แหล่งข้อมูลและภาพ : ทีม PR บ. ทีโอที จำกัด (มหาชน)


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.