Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

               วันนี้ (5 เมษายน 2563) ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวง ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ชี้แจงประเด็นที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่อง พบโรคอุบัติใหม่ในไทย "กาฬโรคม้า" ทำม้าตายเฉียบพลัน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ซึ่งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอมนั้น ว่าเกิดจากการตีความคลาดเคลื่อนจากข้อความที่ได้รับจากกรมปศุสัตว์ โดยทางศูนย์ฯ รู้สึกเสียใจกับข้อมูลที่ได้เผยแพร่ออกไป                     ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวง ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเผยว่า เนื่องด้วยศูนย์ฯ ได้รับแจ้งเบาะแสข่าวจากประชาชน ในประเด็นที่มีการเผยแพร่บนโลกออนไลน์มีเนื้อความระบุว่า “เผยผลตรวจม้าหัวหินตายเฉียบพลัน จากการลงพื้นที่สอบสวนเบื้องต้นและเก็บตัวอย่างมาตรวจ พบว่าเป็นการเสียชีวิตจากโรคกาฬโรคม้า” และในวันที่ 2 เมษายน 2563 เวลา 16.38 น. ทางศูนย์ฯ ได้มีการประสานงานไปยังกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว และหลังจากได้รับข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ในวันที่ 3 เมษายน 2563 เวลา 16.59 น. จึงได้ดำเนินการเผยแพร่ข้อเท็จจริงตามที่กรมปศุสัตว์ชี้แจง ตามช่องทางต่าง ๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยมีการตีความคลาดเคลื่อนจากข้อความที่ได้รับจากกรมปศุสัตว์ว่าเป็นข่าวปลอม ซึ่งข้อเท็จจริงคือ “กาฬโรคม้า” นั้นเป็นโรคอุบัติใหม่และเพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก                    “ขอเน้นย้ำว่า ขอให้มีความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบยืนยันข้อเท็จจริง โดยศูนย์ฯ ผู้ประสานงานกับเครือข่ายผู้ประสานข่าวปลอมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้นๆ มีขั้นตอน และกระบวนการทำงานที่ต้องมีการดำเนินการให้มีความรวดเร็ว ตรวจสอบให้ได้รับรู้ถึงความถูกต้องและมีวิธีการบริหารจัดการข่าวปลอมให้ได้เร็วที่สุด โดยจะมีทีมงานติดตามและคัดกรองข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ มีคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่มีแนวโน้มเป็นข่าวปลอม ทีมงานดำเนินขั้นตอนการตอบโต้ข่าวสารปลอม และเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้อง” ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์กล่าว                    ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามบทบาทและภารกิจ และข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ไปนั้น ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องตามกระบวนการจากหน่วยงานเครือข่ายที่เป็นผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจกับความคลาดเคลื่อนครั้งนี้ และขอยืนยันว่า ทางศูนย์ฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ และคำนึงถึงมาตรฐานของกระบวนการตรวจสอบความจริง   ***************



นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้มอบหมายให้นางสาวกอบสิริ เอี่ยมสุรีย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือ การควบรวมกิจการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยมี พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และนางณัฏฐุ์ณัชชา ไชยประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกฎหมาย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุม MOC ชั้น 6 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ *******************************






นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข้อความส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย จนทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความสับสนว่า จะมีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ ห้ามออกนอกบ้าน เตรียมอาหารน้ำดื่มให้พร้อม รถส่งอาหารทุกอย่างหยุดส่งหมด ห้ามทุกอาชีพ ยกเว้นหมอ พยาบาล วงในแจ้งมา นั้น กระทรวงดีอีเอส ในฐานะที่ดูแลศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ทำงานร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา จนพบผู้กระทำผิดโพสต์ข่าวปลอมในเฟซบุ๊ก จำนวน 3 ราย ทำให้มีคนนำไปแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้ง 3 รายดังกล่าว ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก 1. Maew Marisa (น.ส.มาริสาฯ) 2. Mrnu Huafools (นายประทีปฯ) 3. สุภาพรรณ พาดทองหลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายค้น และเข้าตรวจ พบตัว น.ส.มาริสาฯ ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และนายประทีปฯ ที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี จึงได้สอบปากคำ ยึดโทรศัพท์ และเชิญตัวไปพบพนักงานสอบสวนที่ ปอท. ส่วน น.ส.สุภาพรรณฯ พบตัวที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้สอบปากคำ ยึดโทรศัพท์ และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานส่งให้ ปอท.ออกหมายเรียก โดยทั้งหมดยอมรับว่าโพสต์จริง ซึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นายพุทธิพงษ์ ย้ำว่า ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ถือเป็นช่วงที่ประชาชนทุกคนมีความยากลำบากอยู่แล้ว ดังนั้น การโพสต์ข่าวปลอมที่ทำให้คนเกิดความตื่นตระหนกและวุ่นวาย จึงเป็นการซ้ำเติมประชาชนเข้าไปอีก และยังเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย ซึ่งเรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด จึงขอเตือนไปยังผู้ที่คิดจะโพสต์ข่าวปลอมให้ระมัดระวัง และขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณ ตั้งสติ ไม่ส่งต่อข่าวใด ๆ ที่ไม่มีแหล่งที่มา และต้องตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้เท่านั้น                                                                                                    **********************************************

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข้อความส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย จนทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความสับสนว่า จะมีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ ห้ามออกนอกบ้าน เตรียมอาหารน้ำดื่มให้พร้อม รถส่งอาหารทุกอย่างหยุดส่งหมด ห้ามทุกอาชีพ ยกเว้นหมอ พยาบาล วงในแจ้งมา นั้น กระทรวงดีอีเอส ในฐานะที่ดูแลศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ทำงานร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา จนพบผู้กระทำผิดโพสต์ข่าวปลอมในเฟซบุ๊ก จำนวน 3 ราย ทำให้มีคนนำไปแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้ง 3 รายดังกล่าว ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก 1. Maew Marisa (น.ส.มาริสาฯ) 2. Mrnu Huafools (นายประทีปฯ) 3. สุภาพรรณ พาดทองหลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายค้น และเข้าตรวจ พบตัว น.ส.มาริสาฯ ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และนายประทีปฯ ที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี จึงได้สอบปากคำ ยึดโทรศัพท์ และเชิญตัวไปพบพนักงานสอบสวนที่ ปอท. ส่วน น.ส.สุภาพรรณฯ พบตัวที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้สอบปากคำ ยึดโทรศัพท์ และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานส่งให้ ปอท.ออกหมายเรียก โดยทั้งหมดยอมรับว่าโพสต์จริง ซึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นายพุทธิพงษ์ ย้ำว่า ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ถือเป็นช่วงที่ประชาชนทุกคนมีความยากลำบากอยู่แล้ว ดังนั้น การโพสต์ข่าวปลอมที่ทำให้คนเกิดความตื่นตระหนกและวุ่นวาย จึงเป็นการซ้ำเติมประชาชนเข้าไปอีก และยังเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย ซึ่งเรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด จึงขอเตือนไปยังผู้ที่คิดจะโพสต์ข่าวปลอมให้ระมัดระวัง และขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณ ตั้งสติ ไม่ส่งต่อข่าวใด ๆ ที่ไม่มีแหล่งที่มา และต้องตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้เท่านั้น                                                                                         ********************************************************

ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาการขอรับการจัดสรรหมายเลขโทรคมนาคมพิเศษ (แบบสั้น 4 หลัก) และการขอจัดตั้ง Sub Call Center เพื่อให้บริการตอบข้อซักถามและข้อร้องเรียนของประชาชน โดยผ่านบริการโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Government Contact Center : GCC 1111) ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการพิจารณาการขอรับจัดสรรหมายเลขโทรศัพท์แบบสั้น 4 หลัก ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเตรียมจะเปิดศูนย์แบ่งปันน้ำใจสู้ภัย COVID-19 เพื่อให้บริการประชาชนเกี่ยวกับการสอบถามข้อมูลการใช้บริการสถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับอัตราค่าใช้จ่าย ข้อร้องเรียนในเรื่อง COVID-19 และเป็นศูนย์กลางที่รับบริจาคอุปกรณ์การแพทย์ และรับบริจาคเงินสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น                                                                     *******************************


     ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562  กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า “กมช.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “National Cyber Security Committee” เรียกโดยย่อว่า “NCSC” มาตรา 9  กำหนดให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้  เสนอนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรา 42 และมาตรา 43 ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งต้องเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 กำหนดนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เสนอต่อคณะรัฐมนตรี สำหรับเป็นแผนแม่บทในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดหรือเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยแผนดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติ และกรอบนโยบายและแผนแม่บทที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของสภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมาตรฐานและแนวทางส่งเสริมพัฒนาระบบการให้บริการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สร้างมาตรฐานเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมถึงส่งเสริมการรับรองมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานเอกชน กำหนดมาตรการและแนวทางในการยกระดับทักษะความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  กำหนดกรอบการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ มอบหมายการควบคุมและกำกับดูแล รวมถึงการออกข้อกำหนด วัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ และกรอบการดำเนินการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายและแผนว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ แผนปฏิบัติการเพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มีหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินงานของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญหรือแนวทางการพัฒนามาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้คณะรัฐมนตรีทราบ ปฏิบัติการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการเปิดใช้แอป “หมอชนะ” ว่า สถานการณ์วันนี้ ทุกคนมีความตั้งใจดีจะร่วมกันในการฝ่าวิกฤติครั้งนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นทั้งในไทยและในโลก ดิจิทัลมีส่วนสำคัญในชีวิตพี่น้องประชาชนตอนนี้เป็นอย่างมาก จึงมีผู้ที่ความรู้ความสามารถ รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ พยายามคิดช่วยพี่น้องประชาชนให้ใช้ชีวิตได้สะดวกรวดเร็วปลอดภัย เราได้พยายามประสานทุกหน่วยงาน อยากมีแอปที่ช่วยให้พี่น้องประชาชนพยายามให้มีจำนวนน้อยที่สุด ให้เกิดประโยชน์มากสุด โดยเอาความสามารถ ความตั้งใจดีของทุกคนมาร่วมกัน แอปหมอชนะ มาจากกลุ่มพลังที่รวมตัวกัน ทั้งกลุ่มอิสระ ทั้งวิศวกร อาจารย์มหาลัย ช่วยกันคิดขึ้นมา เป็นพลังของคนไทยที่รวมกันในการฝ่าวิกฤติครั้งนี้ แอปนี้ไม่ได้เป็นแอปที่ดีที่สุด และไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่างได้ เพราะการพัฒนา การลองผิดลองถูก ต้องใช้เวลา เราจำเป็นต้องพัฒนาและใช้ในเวลารวดเร็ว หากมีปัญหา เราต้องให้โอกาสทีมทั้ง back end และผู้พัฒนา แต่คนสำคัญที่สุดที่จะทำให้แอปนี้ความสมบูรณ์ที่สุด คือพี่น้องประชาชน กระทรวงดิจิทัลจึงต้องมาสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนใช้งาน แอปนี้เริ่มมาจากภาคประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีจุดประสงค์จะหากำไร หรือประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อกระทรวงดิจิทัลเห็น จึงได้ชวนหน่วยงานอื่นๆมาช่วยสนับสนุน ทั้ง operator และหลายภาคส่วน มาช่วยกันคิดช่วยกันทำ ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ซึ่งแอปนี้ไม่ได้เป็นเรื่องสาธารณสุขอย่างเดียว แต่จะสะท้อนและช่วยเรื่องเศรษฐกิจ เราไม่ได้คิดแค่วันนี้แต่เป็นแอปจะตอบโจทย์พี่น้องประชาชน ทั้งวันนี้ และในอนาคต โดยประโยชน์ของแอป หมอชนะ คือ o สามารถบอกสถานภาพตัวเองได้ ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร o ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อธุรกิจในอนาคต ซึ่งเราอยากให้สังคมกลับมาทำการค้าขาย ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เมื่อสถานการณ์กลับเป็นปกติแล้วในอนาคต หากเราเปิดธุรกิจ ร้านค้าต่างๆเริ่มเปิดอีกครั้ง จะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ แอพนี้จะช่วยให้คนกลับมาสู่สภาวะปกติได้อย่างเร็วที่สุด ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าตนเองจะมีความปลอดภัย o แอพนี้จะช่วยดูแลความปลอดภัยคุณหมอ บุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากจะทราบว่าคนไข้มีความเสี่ยงหรือไม่ และทำให้แพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น o ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ในอนาคต แอปนี้จะช่วยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เช่นเจ้าหน้าที่ที่ช่วยดูแลการเดินทางระหว่างจังหวัด เจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถดู application และทราบสถานภาพคนที่สัญจรไปมา ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้สัญจรไปมา แอปนี้จะไม่สำเร็จเลย หากประชาชนไม่ช่วยกัน หลายคนเป็นห่วงว่าหากมาใช้แอปนี้ข้อมูลจะมีความปลอดภัยแค่ไหน เรามี พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล ผมเชื่อว่าทีมงานทุกคนถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ข้อมูลของผู้ใช้จะไม่มีใครสามารถนำไปใช้และเข้าถึงข้อมูลได้เด็ดขาด แม้กระทั่งกระทรวงดิจิทัลฯ เอง เราจะมีคณะกรรมการที่มาดูแลข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย ทั้งคุณหมอ หน่วยงานภาครัฐ กลุ่มเอกชน อาสาสมัคร มาเป็นกรรมการในการขับเคลื่อนทุกกระบวนการนี้ ซึ่งจะต้องยึดถือหลักที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ที่สำคัญที่สุดคือแอปพลิเคชั่นนี้ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แอปพลิเคชั่นนี้มาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกคน เราจึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ใช้เวลาน้อยที่สุด ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนกังวลน้อยที่สุด สบายใจที่สุด และทุกคนต้องได้ประโยชน์ ดาวน์โหลดแอป “หมอชนะ” ทั้งบนระบบ iOS และ Android ได้ทาง https://morchana.app.link/download ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล, นายสุทธิพงศ์ กนกากร และผศ.ดร.ณัฐวุฒิ หนูไพโรจน์ ตัวแทนทีมพัฒนาร่วมประชาชน เอกชนและภาครัฐ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาแอป “หมอชนะ” ว่า “ตลอดช่วงเวลา 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา คนไทยทุกคนได้เห็นถึงความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงทำงานอยู่ด่านหน้า ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องทิ้งบ้านทิ้งครอบครัวมาทำงานเพื่อชาติอย่างโดดเดี่ยว พวกเราอาสาสมัครจากทั้งภาครัฐและเอกชน จึงช่วยระดมทักษะความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม การวิเคราะห์ข้อมูล หรือทรัพยากรต่าง ๆ ที่แต่ละคนมี มาสร้างเป็นแอป “หมอชนะ” ที่เราเชื่อว่าจะทำให้ทัพหน้าทางการแพทย์ของเราสามารถสู้รบกับโรคนี้ได้ดีขึ้น” “ปัญหาหนึ่งที่เราพบว่าเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และคุกคามชีวิตบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก คือการปกปิดข้อมูลของประชาชนในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งหลายครั้งทำให้แพทย์และพยาบาลต้องหยุดการทำงานทีละเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อกักตัวเองหรือแม้กระทั่งล้มป่วย เมื่อพบในภายหลังว่าผู้มารับบริการติดเชื้อโควิด-19 แอป “หมอชนะ” จะแก้ปัญหานี้ โดยอาศัยเทคโนโลยี GPS และ Bluetooth ติดตามตำแหน่งของผู้ใช้แอปและแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้แอปได้ผ่านพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงมาหรือไม่ ทำให้เมื่อผู้มารับบริการทางการแพทย์แสดงข้อมูลในแอป บุคลากรทางการแพทย์ก็จะสามารถจัดลำดับความเร่งด่วนและวางมาตรการในการรักษาหรือส่งตรวจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนั้น สำหรับผู้ใช้แอปทั่วไปที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถตรวจดูแอปเพื่อประเมินได้ว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยง แล้วปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางหรือบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งย่อมจะทำให้ทุกคนสามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย” แอป “หมอชนะ” ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย และมุ่งประสิทธิผลในการคัดกรองความเสี่ยง โดยไม่ให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น การลงทะเบียนใช้แอปจึงเป็นแบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) ยิ่งกว่านั้น คณะรวมอาสาสมัครยังได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จัดตั้งกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบกระบวนการจัดการข้อมูลให้เป็นไปตามพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเมื่อผ่านวิกฤตการณ์โควิด-19 แล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกทำลายทิ้งทันที อีกทั้งการโค้ดแอปยังมีลักษณะเป็น ‘โอเพ่นซอร์ส (Open Source)’ เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และง่ายต่อการส่งต่อไปยังระบบอื่น ๆ เพื่อขยายผลต่อไปอีกด้วย ทั้งนี้ หัวใจการทำงานของแอปอยู่ที่การรายงานผลเป็นค่าสีต่าง ๆ ตามระดับความเสี่ยง แบ่งเป็น • สีเขียว สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีอาการ ไม่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา • สีเหลือง สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงน้อย ซึ่งอาจจะมีอาการไข้หวัด แต่ไม่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา • สีส้ม สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยง เพราะเป็นคนที่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา แต่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการไม่เด่นชัด คนในกลุ่มนี้ต้องกักตัวอยู่กับบ้านจนครบ 14 วัน พร้อมทั้งเฝ้าระวัง ถ้ามีอาการควรรีบไปโรงพยาบาลทันที • สีแดง สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะทั้งมีอาการ และมีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา จะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที นอกจากนี้ ในอนาคต เมื่อมีฐานข้อมูลเพียงพอ ค่าสียังมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดตแบบเรียลไทม์ตามข้อมูลการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทำให้ทุกครั้งที่มีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่และระบบพบว่าผู้ใช้งานมีประวัติการเดินทางเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อรายใหม่นั้นในช่วงที่ผ่านมา แอปจะเตือนผู้ใช้งานให้รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปด้วยค่าสีใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ความระมัดระวังและการปรับพฤติกรรมของผู้ใช้ได้อย่างดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ แอป “หมอชนะ” จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนทุกคน และภาคธุรกิจ • ช่วยแพทย์ แอปทำหน้าที่ติดตามข้อมูลการเดินทางและการเช็คอินในสถานที่ต่าง ๆ ของประชาชนผู้ใช้แอป และแสดงระดับความเสี่ยงของบุคคลนั้นได้แบบอัตโนมัติและเรียลไทม์ โดยหากพบว่าผู้ใช้แอปที่มาขอรับบริการทางการแพทย์มีความเสี่ยงสูง แพทย์ก็จะสามารถป้องกันตนเองได้อย่างพอเพียง อีกทั้งจัดลำดับความเร่งด่วนและวางมาตรการในการรักษาหรือส่งตรวจบุคคลผู้นั้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้ภาครัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ • ช่วยประชาชน ผู้ใช้แอป “หมอชนะ” จะมีช่องทางรับรู้ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อของประเทศที่ถูกต้อง ครบถ้วน และอัพเดตที่สุด ผ่านการตรวจสอบค่าสีความเสี่ยงของตนเอง นอกจากนั้น แอปยังช่วยแสดงวิธีการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของผู้ใช้งานแต่ละคน และในอนาคตจะมีการแจ้งเตือนหากพบผู้ป่วยรายใหม่ที่เคยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับผู้ใช้แอป ณ เวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมาอีกด้วย • ช่วยภาคธุรกิจ ผู้ใช้แอป “หมอชนะ” ที่เป็นผู้ประกอบการต่าง ๆ ไม่ว่าห้างร้าน โรงงาน สถานที่ หรือธุรกิจใด ๆ จะสามารถขอตรวจสอบความเสี่ยงของลูกค้าหรือพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวางมาตรการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งย่อมจะช่วยให้การทำมาค้าขายหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติได้รวดเร็วกว่าเดิม ด้านนายแพทย์ไผท สิงห์คำ แพทย์ระบาดวิทยาภาคสนาม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ปกติเราจะเน้นการต้องดูแลตัวเอง เช่น การล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย หรือหลีกเลี่ยงการไปจุดที่แออัด เพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงโรคหวัดอื่น ๆ แต่ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะมีความจำเป็นต้องไปทำงาน หรือไปธุระนอกบ้าน ซึ่งอาจสัมผัสผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว การมีเครื่องมือบางอย่างที่จะทำให้เรารับรู้สถานะความเสี่ยงของตนเองได้ รวมถึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดต่อได้รวดเร็ว เพื่อนำผู้ที่เสี่ยงต่อการป่วยโรคโควิด-19 ไปสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็ว จะช่วยให้การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้สังคมโดยรวมมีความปลอดภัยมากขึ้น” ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้สมาร์ตโฟน สร้างสุขนิสัยใหม่ที่จะเอาชนะโควิด-19 ได้ด้วยการช่วยกันดาวน์โหลดและใช้งานแอป “หมอชนะ” อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขอให้เจ้าของอาคาร สถานที่ ผู้ประกอบการร้านค้า ช่วยสนับสนุนข้อมูลที่จะทำให้แอปเกิดประสิทธิผลสูงสุด ด้วยการ “เช็คอิน” ผู้มาเข้าใช้บริการยังสถานที่ของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยการให้พนักงานของร้านสแกน QR code ของผู้มาใช้บริการ หรือให้ประชาชนสแกน QR code ของร้านค้า รวมทั้งเชิญชวนพนักงาน คู่ค้า และเครือข่ายของตนให้มาร่วมใช้แอปนี้กันอย่างแพร่หลายที่สุด----------------------------------------------------------------------------------------ที่มา : ทีมงาน แอปพิคเคชัน หมอชนะ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.