ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
สพธอ. ร่วมกับ จุฬาฯ เสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจดิจิทัล เพื่อสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียม


                โครงการวิจัยและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับกลไกด้านภาษีในภาคธุรกิจดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางและกลไกด้านภาษีของภาคธุรกิจบริการดิจิทัลหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแผนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนและการปรับตัวของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อมีการบังคับใช้ภาษีธุรกิจบริการดิจิทัลมาบังคับใช้ในประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) มอบหมายให้คณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการศึกษา

 

                 ผลการศึกษาทบทวนแนวนโยบายการจัดเก็บภาษีของไทยและแนวทางปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Service Tax: DST) จากต่างประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น โดยพบว่า นานาประเทศได้นำแนวคิดกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการลดกัดกร่อนฐานภาษีและโอนกำไรไปต่างประเทศ (BEPS) ของ OECD มาใช้อ้างอิงในการจัดเก็บ DST กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากการเก็บ DST ได้แก่ (1) หน่วยงานจัดเก็บภาษี (2) ผู้ประกอบการไทยที่ขายสินค้าและบริการออนไลน์ และ (3) ผู้ประกอบการต่างชาติที่จดทะเบียนภาษีในไทย ขณะที่ผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ (1) ผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีในไทยที่ต้องมีภาระในการเสีย DST ให้แก่หน่วยงานจัดเก็บภาษี และ (2) ผู้บริโภคในไทยที่อาจได้รับผลกระทบอันเกิดจากการที่ผู้ประกอบการต่างชาติผลักภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้บริโภคในไทย

 

                ประเด็นสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐไทยควรให้ความสำคัญในการปรับตัวกับการจัดเก็บ DST มีดังนี้ (1) การจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัลมีความจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางค้าและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ให้ภาครัฐและสอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของนานาประเทศ (2) ต้องมีความชัดเจนด้านบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่อยู่ในขอบเขตที่ต้องเสียภาษี (3) ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

 

                ผลการศึกษาฯ เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดเก็บ DST ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การเสริมสร้างและพัฒนาผ้ประกอบการและผู้บริโภคให้มีความพร้อมต่อการนำภาษีธุรกิจบริการดิจิทัลมาใช้ โดยเสริมสร้างการปฏิบัติทางภาษีให้ถูกต้อง การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ และการพิจารณาปรับวิธีการจัดเก็บ DST ให้เรียบง่ายเพื่อจูงใจให้กิจการดิจิทัลข้ามชาติมาขึ้นทะเบียนภาษีในไทย (2) การสร้างความเข้มแข็งและแข่งขันของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย โดยการส่งเสริมการทำผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและสื่อกลางดิจิทัลของคนไทย การส่งเสริมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้บริการผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีตัวตนอยู่จริงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และการพิจารณาประเภทบริการดิจิทัลที่อยู่ภายใต้บังคับที่ต้องเสีย DST (3) การยกระดับการจัดการภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจดิจิทัล โดยยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการเสียภาษีที่เกี่ยวข้อง การนำระบบจัดการความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขณะนำเข้าสิ่งของมูลค่าต่ำที่จัดส่งผ่านช่องทางไปรษณีย์และไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร และการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง และ (4) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล โดยปรับกฎระเบียบในประเทศให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจัดเก็บภาษีของไทยกับต่างประเทศ และการพิจารณาทบทวนความตกลงการเว้นการเก็บภาษีซ้อนของไทยที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล

 

****************



icon-phone 02-141-6747 หรือ 064-208-6657 (ในวันและเวลาราชการ)
icon-email งานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (saraban@mdes.go.th) / สอบถามข้อมูลทั่วไป (pr@mdes.go.th)
icon-phone 02-141-6747 หรือ 064-208-6657 (ในวันและเวลาราชการ)
icon-email งานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (saraban@mdes.go.th) / สอบถามข้อมูลทั่วไป (pr@mdes.go.th)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

120 หมู่ 3 ชั้น 6-9 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

ติดตามข่าวสาร