Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
“คลังข้อมูลรวมศูนย์” อาวุธใหม่ในสงครามสแกมเมอร์ ภายหลัง พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐประกาศใช้

“คลังข้อมูลรวมศูนย์” อาวุธใหม่ในสงครามสแกมเมอร์ ภายหลัง พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐประกาศใช้

เมื่อพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เสียงตอบรับส่วนใหญ่ในสังคมมักหยุดอยู่แค่ตัวเลขที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำมาแถลง นั่นคือความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่ลดลงกว่าร้อยละ 70 ภายในเวลาเพียง 4 เดือน จากระดับ 2,111 ล้านบาทในเดือนมีนาคม เหลือเพียง 530 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ตัวเลขเช่นนี้ย่อมสะดุดตาและสร้างความรู้สึกโล่งใจให้กับประชาชนผู้เคยหวาดผวากับข่าวการหลอกลวงที่ถาโถมเข้ามาแทบทุกวัน 
 
หากจะทำความเข้าใจว่าเหตุใด พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จึงส่งผลได้มากถึงเพียงนี้ จำเป็นต้องมองข้ามตัวเลขไปสู่กลไกเบื้องหลังที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำนั้นลึกซึ้งกว่าการ “เพิ่มอำนาจ” ให้รัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการรื้อวิธีคิดพื้นฐานที่ระบบราชการไทยยึดถือมาอย่างยาวนาน นั่นคือวัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนหรือที่เรียกกันในวงการเทคโนโลยีว่า Data Silo
 
ก่อนหน้าที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จะถือกำเนิดขึ้น หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งต่างทำหน้าที่ของตนไปตามภารกิจเฉพาะทางโดยแทบไม่ผูกโยงข้อมูลถึงกัน กรมสรรพากรรู้เพียงเรื่องภาษี ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้เพียงความเคลื่อนไหวของธุรกรรมทางการเงิน ในขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารู้เพียงว่านิติบุคคลใดจดทะเบียนขึ้นเมื่อใด ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มองเห็นภาพรวมทั้งหมดพร้อมกันในเวลาเดียว ช่องว่างระหว่างการมองเห็นที่กระจัดกระจายนี้เองที่ขบวนการมิจฉาชีพอาศัยเป็นเกราะกำบัง พวกเขาจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการหลอกลงทุน เปิดบัญชีม้าในนามนิติบุคคลเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อ แล้วเคลื่อนย้ายเงินก้อนนั้นข้ามหลายบัญชีในเวลาอันรวดเร็ว กว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะทำหนังสือร้องขอข้อมูลจากอีกหน่วยงานหนึ่งได้สำเร็จ ซึ่งในอดีตอาจกินเวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ถึงเวลานั้น เงินก็เดินทางออกไปไกลเกินกว่าจะติดตามคืนได้แล้ว 
 
สิ่งที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ทำ จึงไม่ใช่การมอบข้อมูลใหม่ให้หน่วยงานปราบปราม หากแต่เป็นการเร่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นได้ทันเวลา และในสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เงินเคลื่อนที่เร็วกว่ากระบวนการราชการเสมอ ความเร็วนี้เองคือปัจจัยชี้ขาดระหว่างการอายัดเงินได้ทันกับการปล่อยให้เงินสูญหายไปตลอดกาล
 
ผลพวงของการปรับความเร็วนี้ ปรากฏชัดที่สุดในกลไกการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกเริ่มว่าจะต้องระงับบัญชีต้องสงสัยให้ผู้เสียหายได้ภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากรับแจ้งเหตุ ทว่าเป้าหมายด้านเวลาเพียงอย่างเดียวไม่เคยเป็นหลักประกันของความแม่นยำ หากข้อมูลยืนยันตัวตนเจ้าของบัญชีในมือเจ้าหน้าที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอภายในกรอบเวลาอันจำกัดนั้น ความเสี่ยงที่จะระงับ-อายัดผิดบัญชี หรือปล่อยให้บัญชีจริงของมิจฉาชีพหลุดรอดไปก็ยังคงมีอยู่สูง 
 
สิ่งที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลศุลกากร กรมสรรพากร และทะเบียนนิติบุคคลเข้ามาเสริม จึงมิใช่การขยายกรอบเวลาให้ยาวขึ้น หากแต่เป็นการเพิ่มพูนคุณภาพของข้อมูลตั้งต้นที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ในมือ ทำให้ภายในกรอบเวลาหนึ่งชั่วโมงเดิมนั้นเอง เกิดการระงับ-อายัดบัญชีที่มีน้ำหนักและความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวโดยสรุปแล้ว พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนกรอบเวลาการทำงานของ AOC 1441 แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานภายในกรอบเวลาเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
 
หากมองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง จุดแข็งที่สำคัญไม่แพ้กันของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้คือการขยายเป้าหมายของการปราบปรามจาก “ปลายน้ำ” ไปสู่ “ต้นน้ำ” ของขบวนการมิจฉาชีพ มาตรการปราบปรามสแกมเมอร์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่บัญชีม้าซึ่งเป็นเพียงปลายทางสุดท้ายที่รับโอนเงินจากเหยื่อ การตัดวงจรบัญชีม้าแม้จะได้ผลในระยะสั้น แต่มิจฉาชีพก็สามารถเปิดบัญชีใหม่ทดแทนบัญชีที่ถูกอายัดได้อยู่เสมอ สิ่งที่การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานเปิดทางให้ทำได้ในครั้งนี้คือการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงรากของปัญหา นั่นคือนิติบุคคลปลอมที่ถูกจดทะเบียนขึ้นเพื่อบังหน้าการหลอกลงทุนหรือธุรกิจปลอมต่าง ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกอบเข้ากับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติซึ่ง ธปท.จับตาอยู่ เมื่อสองชุดข้อมูลนี้ถูกนำมาซ้อนทับกัน ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงบัญชีปลายทางบัญชีเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นภาพรวมของทั้งเครือข่ายอาชญากรรม การตัดวงจรที่ต้นทางเช่นนี้ย่อมมีผลยับยั้งได้ยาวนานและลึกซึ้งกว่าการไล่ปิดบัญชีม้าทีละบัญชีอย่างไม่มีวันจบสิ้น
 
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ที่มักถูกมองข้ามไปในหมู่ผู้ที่พูดถึงเพียงมิติของประสิทธิภาพ คือการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนไว้อย่างรอบคอบ กฎหมายฉบับนี้ออกแบบมาให้การเปิดเผยข้อมูลเกิดขึ้นได้เฉพาะระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเท่านั้น มิได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้โดยตรงแต่อย่างใด และหน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลไปนั้นยังมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้เปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐด้วยกันหรือไม่ก็ตาม 
 
การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเช่นนี้ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำหนดขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับสากลด้วย โครงสร้างเช่นนี้สำคัญยิ่งในเชิงความยั่งยืนของนโยบายสาธารณะ เพราะบทเรียนจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่ามาตรการปราบปรามอาชญากรรมใดก็ตามที่ละเลยสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนมักเผชิญแรงต้านทานทางสังคมและถูกท้าทายทางกฎหมายในภายหลัง จนบางครั้งต้องถูกยกเลิกหรือลดทอนอำนาจลงไปในที่สุด การวางกรอบเปิดเผยข้อมูลแบบรัฐต่อรัฐเท่านั้น พร้อมพันธะผูกพันให้ต้องรักษาความลับอย่างเข้มงวด จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้กฎหมายฉบับนี้มีโอกาสถูกบังคับใช้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากความกังวลเรื่องการสอดส่องประชาชนเกินขอบเขตความจำเป็น
 
เมื่อประกอบทุกจุดแข็งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่วัดผลได้จริงจากตัวเลขความเสียหายที่ลดลงต่อเนื่อง การปิดช่องโหว่ของวัฒนธรรมการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนที่เคยเป็นเกราะกำบังให้มิจฉาชีพ การยกระดับคุณภาพการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ภายในกรอบเวลาอันจำกัด การขยายเป้าหมายจากปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำของขบวนการมิจฉาชีพ ตลอดจนการรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับสิทธิส่วนบุคคลไว้อย่างรอบคอบ 
 
จะเห็นได้ว่า พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมให้ศูนย์ AOC 1441 ทำงานได้เร็วขึ้นเพียงผิวเผินเท่านั้น หากแต่เป็นการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ต้นตอแท้จริงของปัญหา นั่นคือวิธีคิดพื้นฐานของระบบราชการไทยที่เคยทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน จุดแข็งที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้จึงมิใช่ตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่ลดลงเท่านั้น หากแต่คือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพื้นฐานให้หน่วยงานรัฐบูรณาการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และหากประเทศไทยสามารถรักษาแนวโน้มเชิงบวกนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เห็นผลลัพธ์ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่ยั่งยืนกว่ามาตรการเฉพาะหน้าที่เคยถูกนำมาใช้ในอดีตที่ผ่านมา
 
------------------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.