มีเหตุการณ์จริงจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาเตือนภัยกันอีกครั้ง ในเคสนี้มีผู้เสียหายเป็นหญิงจากจังหวัดสุรินทร์ ได้รับการติดต่อผ่าน Messenger บน Facebook โดยมิจฉาชีพอ้างตัวเป็น "แม่" ของผู้เสียหาย จุดที่ทำให้ผู้เสียหายตายใจคือ น้ำเสียง วิธีการพูด และลักษณะคำพูดของคนในสายคล้ายคลึงกับคุณแม่ตัวจริงอย่างมาก จนไม่ทันได้ตั้งข้อสงสัย
ซ้ำบุคคลในสายแจ้งว่าต้องการซื้อทุนเรียนให้ ขอให้โอนเงินไปก่อน ผู้เสียหายก็โอนให้ตามที่ขอ จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าเงินไม่พอ ขอให้โอนเพิ่มอีก และต่อมาก็สร้างเรื่องใหม่ต่อเนื่องว่าขอให้โอนเงินค่ามัดจำต้นกล้ายางพารา เพราะช่วงนี้ราคาถูก ผู้เสียหายก็หลงเชื่อโอนให้อีก และถูกขอให้โอนเพิ่มไปเรื่อย ๆ หลายรอบ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 100,200 บาท
กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็ต่อเมื่อได้ทราบความจริงในภายหลังว่าโทรศัพท์ของคุณแม่ตัวจริงหายไปก่อนหน้านั้น 1 วัน และคุณแม่จำหมายเลขโทรศัพท์ของลูกไม่ได้ จึงไม่สามารถติดต่อมาเตือนได้ทันเวลา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกลวง และเข้าแจ้งความผ่านศูนย์ AOC สายด่วน 1441
วิเคราะห์เทคนิคของมิจฉาชีพ
- แฝงตัวผ่านช่องทางที่ไว้ใจได้ โดยเลือกใช้แอปพลิเคชันสำหรับใช้ส่งข้อความ และโทร ซึ่งเป็นช่องทางที่คนในครอบครัวมักคุยกันเป็นประจำ ทำให้เหยื่อไม่ทันตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ต้น
- เลียนแบบน้ำเสียงและลีลาการพูด โดยใช้ลักษณะการพูดที่คล้ายคนใกล้ชิดจริง ๆ ซึ่งปัจจุบันอาจทำได้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีปลอมเสียง (voice cloning)
- สร้างเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล ซึ่งในเคสนี้ มิจฉาชีพใช้เรื่อง "ซื้อทุนเรียน" และ "มัดจำต้นกล้ายางพารา" เป็นเหตุผลที่ฟังดูเป็นเรื่องปกติในครอบครัว ไม่ใช่การขอเงินแบบเร่งด่วนที่น่าสงสัยทันที
- ใช้วิธีขอเงินซ้ำหลายรอบแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเหยื่อโอนครั้งแรกสำเร็จและไม่มีการตรวจสอบ มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลใหม่ต่อเนื่องเพื่อดึงเงินเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะเอะใจ
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
● มีการขอให้โอนเงินผ่านข้อความหรือแชท โดยเฉพาะจากบัญชีที่ไม่คุ้นเคยหรือเพิ่งทักมาใหม่
● เหตุผลการขอเงินเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ หรือมีการขอเพิ่มเติมต่อเนื่องหลังจากโอนครั้งแรก
● ไม่สามารถโทรกลับหรือวิดีโอคอลยืนยันตัวจริงของผู้ขอเงินได้ในทันที
● มีการเร่งให้โอนเงินเร็ว ๆ หรือกดดันไม่ให้มีเวลาตรวจสอบกับคนในครอบครัวคนอื่น
แนวทางป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ
1. ตั้งกฎเหล็กในครอบครัว ก่อนโอนเงินให้คนในครอบครัวทุกครั้งที่ติดต่อผ่านแชทหรือโซเชียล ต้องโทรยืนยันด้วยเสียงจริงหรือวิดีโอคอลก่อนเสมอ
2. ตั้ง "คำถามลับ" ประจำครอบครัว ที่คนนอกไม่รู้ ใช้ถามยืนยันตัวตนเมื่อมีการขอโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์
3. อย่าโอนเงินตามคำขอที่มาแบบกะทันหันหรือเร่งรีบ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ และลองติดต่อยืนยันผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ช่องทางที่ถูกทักมา
4. หากพบว่าโทรศัพท์ของคนในครอบครัวหาย หรือติดต่อไม่ได้ผิดปกติ ให้แจ้งเตือนคนรอบตัวในทันที เพื่อป้องกันการถูกแอบอ้าง และขยายวงรอบความเสียหายมากขึ้น
5. ตรวจสอบเลขบัญชีปลายทางผ่านแอปธนาคารหรือระบบตรวจสอบมิจฉาชีพก่อนโอนเงินทุกครั้ง
หากตกเป็นเหยื่อ ควรทำอย่างไร
● แจ้งความและระงับบัญชีทันทีผ่านสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี AOC 1441 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
● เก็บหลักฐานการสนทนา สลิปการโอนเงิน และหมายเลขบัญชีปลายทางไว้ให้ครบถ้วนเพื่อใช้ในการแจ้งความ
● แจ้งเตือนคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด ว่าอาจมีการแอบอ้างชื่อเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อซ้ำ
คดีนี้สะท้อนว่ามิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้หลอกด้วยข้อความปลอมเพียงอย่างเดียว แต่อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจในความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเป็นเครื่องมือหลัก การเลียนแบบน้ำเสียงและลีลาการพูดของคนใกล้ชิดทำให้เหยื่อ "เชื่อด้วยความรัก" มากกว่าจะตั้งข้อสงสัย ดังนั้นความปลอดภัยที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การจำหน้าหรือจำเสียงได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมี "กระบวนการยืนยันตัวตน" ที่ชัดเจนในครอบครัวก่อนทำธุรกรรมทางการเงินทุกครั้ง
หากใครพบเห็นหรือสงสัยว่ากำลังถูกหลอกลวงออนไลน์ สามารถโทรแจ้งเบาะแสการหลอกลวงได้ที่ GCC สายด่วน 1111 ต่อ 87 และสำหรับใครที่ได้รับความเสียหายแล้วสามารถโทรแจ้งศูนย์ AOC สายด่วน 1441 ได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับบัญชียับยั้งความเสียหาย
-----------------------------------------